Skip to content

10 อันดับบริษัทขายตรงไทย ปี 2568

10 อันดับบริษัทขายตรงไทย ปี 2568 ใครครองตลาด ใครกำลังโต

ทุกปีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยข้อมูลยอดขายของบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนในประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดในการวัดว่าใครคือผู้นำตลาดจริง ๆ ไม่ใช่แค่จากการโฆษณาหรือชื่อเสียงที่ได้ยินมา

ปี 2568 ภาพรวมตลาดขายตรงไทยยังคงน่าสนใจ แม้หลายบริษัทเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่ก็มีบริษัทบางแห่งที่เติบโตสวนกระแสอย่างโดดเด่น บางแห่งเติบโตเกิน 100% เลยทีเดียว

บทความนี้รวบรวม 10 อันดับบริษัทขายตรงไทยที่มียอดขายสูงสุดในปี 2568 พร้อมตัวเลขจริง วิเคราะห์ทิศทางตลาด และพาไปดูบริษัทที่น่าจับตามองที่กำลังเติบโตเร็วที่สุดในปีนี้


ที่มาของข้อมูล: เชื่อถือได้แค่ไหน?

ก่อนดูอันดับ ต้องเข้าใจก่อนว่าข้อมูลนี้มาจากไหน

ข้อมูลยอดขายที่ใช้จัดอันดับในบทความนี้อ้างอิงจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานราชการที่กำกับดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคลในประเทศไทย บริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรงทุกแห่งต้องยื่นงบการเงินประจำปีตามกฎหมาย ทำให้ตัวเลขที่ได้มาจากแหล่งนี้น่าเชื่อถือกว่าการประเมินจากภายนอก

ผู้ที่สนใจสามารถตรวจสอบข้อมูลงบการเงินของบริษัทใดก็ได้ด้วยตัวเองผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ที่เว็บไซต์ www.dbd.go.th หรือผ่านแอปพลิเคชัน DBD e-Service ได้ทั้งระบบ iOS และ Android


10 อันดับบริษัทขายตรงไทย ปี 2568

อันดับ 1: แอมเวย์ (ประเทศไทย) — 15,155 ล้านบาท

ผู้นำตลาดขายตรงไทยที่ครองอันดับ 1 มาอย่างยาวนานหลายสิบปี แอมเวย์เป็นบริษัทขายตรงสัญชาติอเมริกันที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยตั้งแต่ปี 2530 ด้วยฐานผู้บริโภคจำนวนมากและกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้งอาหารเสริม Nutrilite เครื่องสำอาง Artistry และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน Amway Home ทำให้ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดได้อย่างมั่นคง

อันดับ 2: กิฟฟารีน — 3,749 ล้านบาท

บริษัทขายตรงสัญชาติไทยที่ใหญ่ที่สุด ครองอันดับ 2 มาอย่างต่อเนื่องหลายปี ด้วยจุดแข็งคือมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง ทำให้ควบคุมคุณภาพและต้นทุนได้ดี และมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่มผู้บริโภค

อันดับ 3: ซูเลียน — 2,134 ล้านบาท

หนึ่งในบริษัทที่น่าจับตามองมากที่สุดในปีนี้ ด้วยอัตราการเติบโต +8.61% จากปีก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการขยายฐานลูกค้าในช่วงที่ตลาดโดยรวมเผชิญความท้าทาย

อันดับ 4: ซัมมิท ควีน — 658 ล้านบาท

บริษัทขายตรงที่รักษาตำแหน่งในอันดับต้น ๆ ของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยฐานลูกค้าที่มั่นคงในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง

อันดับ 5: ยูนิซิตี้ — 580 ล้านบาท

อีกหนึ่งบริษัทที่เติบโตโดดเด่นในปีนี้ด้วยอัตรา +9.33% ยูนิซิตี้เป็นที่รู้จักจากผลิตภัณฑ์ที่มีงานวิจัยรองรับ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพหัวใจและระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งตอบโจทย์กระแสสุขภาพที่กำลังมาแรง

อันดับ 6: เฮอร์บาไลฟ์ — 528 ล้านบาท

บริษัทขายตรงระดับโลกที่เน้นผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักและโภชนาการ มีเครือข่าย Nutrition Club กระจายอยู่ทั่วประเทศ และมีฐานลูกค้าในกลุ่มคนรักสุขภาพและฟิตเนสที่แน่นแฟ้น

อันดับ 7: ซัคเซสมอร์ — 500 ล้านบาท

บริษัทขายตรงสัญชาติไทยที่มีฐานนักธุรกิจอิสระจำนวนมาก ดำเนินธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม

อันดับ 8: เลกาซี่ คอร์ป — 483 ล้านบาท

บริษัทขายตรงสัญชาติไทยที่ขึ้นมาอยู่ใน Top 10 ได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่ก่อตั้ง ด้วยทัพผู้นำนักธุรกิจรุ่นใหม่และวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในแวดวงธุรกิจมายาวนาน

อันดับ 9: โอยราแพลนเน็ต — 443 ล้านบาท

บริษัทขายตรงที่รักษาฐานลูกค้าได้อย่างมั่นคงในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง

อันดับ 10: นูสกิน — 423 ล้านบาท

บริษัทขายตรงสัญชาติอเมริกันที่เน้นเทคโนโลยี Anti-aging โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ ageLOC และเครื่องมือ LumiSpa ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจผิวพรรณ


ตารางสรุป Top 10 บริษัทขายตรงไทย ปี 2568

อันดับบริษัทยอดขายรวม (บาท)
1แอมเวย์15,155,000,000
2กิฟฟารีน3,749,000,000
3ซูเลียน2,134,000,000
4ซัมมิท ควีน658,000,000
5ยูนิซิตี้580,000,000
6เฮอร์บาไลฟ์528,000,000
7ซัคเซสมอร์500,000,000
8เลกาซี่ คอร์ป483,000,000
9โอยราแพลนเน็ต443,000,000
10นูสกิน423,000,000

บริษัทที่น่าจับตามอง: เติบโตสูงสุดในปี 2568

นอกจากอันดับยอดขายรวม สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยกว่ากันคือ อัตราการเติบโต ซึ่งบอกถึงทิศทางในอนาคตของแต่ละบริษัท

บริษัทอัตราการเติบโต
เวล วีนัส+149.37%
โรเวย์ (ประเทศไทย)+80.34%
เอฟเวอเรส แคน คอร์ปอเรชั่น+43.08%
อัลทิเมท อินโนเทค+27.29%
ยูนิซิตี้+9.33%
ซูเลียน+8.61%

เวล วีนัส โดดเด่นที่สุดด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 149.37% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงมากในอุตสาหกรรมที่เผชิญกับกำลังซื้อชะลอตัว สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทขนาดเล็กถึงกลางที่ปรับตัวได้ดียังมีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดดได้ แม้ตลาดโดยรวมจะแข่งขันสูง


CCI International: อันดับ 39 ของประเทศไทย

ในภาพรวมตลาดขายตรงไทยที่มีผู้ประกอบการจำนวนมาก CCI International สามารถติดอันดับที่ 39 ของประเทศ ด้วยยอดขายรวม 61,485,608 บาท ในปี 2568

การติดอันดับ 39 จากผู้ประกอบการขายตรงหลายร้อยรายในประเทศไทยสะท้อนถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างเครือข่ายผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสุขภาพที่ CCI โฟกัสเป็นหลัก ซึ่งเป็นตลาดที่ยังมีช่องว่างให้เติบโตเมื่อเทียบกับกลุ่มผลิตภัณฑ์นำเข้าที่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว

ผู้ที่สนใจศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับ CCI ในฐานะธุรกิจเครือข่ายสมุนไพร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ CCI คืออะไร? รีวิวธุรกิจเครือข่ายสมุนไพรที่น่าสนใจในปี 2026


วิเคราะห์ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ปี 2568

ตลาดขายตรงไม่ได้หดตัวเท่ากันทุกบริษัท

ภาพที่เห็นชัดจากตัวเลขปีนี้คือ แม้หลายบริษัทในตลาดจะมียอดขายลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน แต่ก็มีหลายองค์กรที่เติบโตได้อย่างโดดเด่น ความแตกต่างนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทปรับตัวอย่างไรในช่วงที่ตลาดเปลี่ยนแปลง

ปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตสวนกระแส

จากการวิเคราะห์บริษัทที่เติบโตสูงในปีนี้ พบปัจจัยร่วมกันสามด้าน

การปรับตัวสู่การตลาดออนไลน์ บริษัทที่เติบโตสูงส่วนใหญ่ลงทุนในช่องทางออนไลน์อย่างจริงจัง ทั้ง Social Commerce และการสร้าง Content ที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่

การสร้างชุมชนผู้บริโภค แทนที่จะเน้นแค่การขาย บริษัทที่เติบโตดีมักสร้างชุมชนที่ผู้บริโภคและตัวแทนมีความผูกพันร่วมกัน ทำให้เกิดการซื้อซ้ำและบอกต่อแบบ Organic

การพัฒนาสินค้าตามเทรนด์สุขภาพและไลฟ์สไตล์ ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้บริโภคยุคใหม่ เช่น ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ สมุนไพร และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเชิงป้องกัน ได้รับการตอบรับที่ดีกว่าสินค้าทั่วไป


ทำไมอันดับยอดขายไม่ใช่ทุกอย่างที่ควรดู

ตัวเลขยอดขายรวมเป็นข้อมูลที่สำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ควรใช้ตัดสินใจเลือกบริษัทขายตรง

บริษัทอันดับสูงไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกคน บริษัทขนาดใหญ่อย่างแอมเวย์มีตลาดที่อิ่มตัวในหลายพื้นที่ ทำให้การหาลูกค้าใหม่ยากกว่าบริษัทขนาดเล็กที่ตลาดยังเปิดกว้าง

อัตราการเติบโตสำคัญไม่แพ้ขนาด บริษัทที่เติบโตเร็วแม้ขนาดยังเล็ก อาจเป็นโอกาสที่ดีกว่าสำหรับคนที่เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงต้น เพราะตลาดยังไม่อิ่มตัวและมีพื้นที่ให้สร้างทีมได้มากกว่า

ต้องดูสินค้าและแผนการตลาดควบคู่กัน ยอดขายรวมไม่ได้บอกว่าตัวแทนแต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยเท่าไร ต้องขอดู Income Disclosure Statement และตรวจสอบแผนการตลาดของแต่ละบริษัทเพิ่มเติม

สำหรับวิธีประเมินบริษัทขายตรงอย่างละเอียด อ่านเพิ่มเติมได้ที่ วิธีเลือกบริษัทขายตรง และ บริษัทขายตรงที่น่าเชื่อถือดูยังไง


วิธีตรวจสอบข้อมูลบริษัทขายตรงด้วยตัวเอง

ถ้าต้องการตรวจสอบยอดขายหรือสถานะของบริษัทขายตรงใดก็ตามด้วยตัวเอง ทำได้ผ่านขั้นตอนนี้

ขั้นตอนที่ 1: เข้าเว็บไซต์ www.dbd.go.th

ขั้นตอนที่ 2: ไปที่เมนู “บริการออนไลน์” แล้วเลือก “บริการข้อมูลธุรกิจ”

ขั้นตอนที่ 3: เลือก “DBD DataWarehouse+” (คลังข้อมูลธุรกิจ)

ขั้นตอนที่ 4: ค้นหาชื่อบริษัทที่ต้องการตรวจสอบ จะเห็นข้อมูลภาพรวมผลประกอบการ งบการเงินล่าสุด และประวัติการส่งงบการเงิน

นอกจากเว็บไซต์ ยังสามารถตรวจสอบผ่านแอปพลิเคชัน DBD e-Service ได้ทั้งระบบ iOS และ Android ทำให้ตรวจสอบได้สะดวกแม้อยู่นอกบ้าน

การตรวจสอบนี้ช่วยยืนยันว่าบริษัทที่กำลังพิจารณาจดทะเบียนถูกต้องและมีผลประกอบการที่ตรวจสอบได้จริง ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมเป็นตัวแทน


ความแตกต่างระหว่างบริษัทขายตรงขนาดใหญ่และขนาดเล็ก

ด้านบริษัทขนาดใหญ่ (Top 10)บริษัทขนาดกลาง-เล็ก
ความน่าเชื่อถือของแบรนด์สูงมาก เป็นที่รู้จักกว้างกำลังสร้างชื่อเสียง
ความอิ่มตัวของตลาดสูงในหลายพื้นที่ยังมีช่องว่างมากกว่า
ระบบสนับสนุนตัวแทนครบครันมากแตกต่างกันตามบริษัท
อัตราการเติบโตมักทรงตัวหรือโตช้ามีโอกาสโตเร็วกว่า
ราคาสินค้ามักสูงกว่าหลากหลายมากกว่า
โอกาสสำหรับมือใหม่ต้องแข่งกับตัวแทนจำนวนมากเข้าได้ง่ายกว่าในตลาดที่ยังเปิด

สรุป: อันดับเปลี่ยนได้ทุกปี แต่หลักการเลือกบริษัทไม่เปลี่ยน

10 อันดับบริษัทขายตรงไทยปี 2568 แสดงให้เห็นภาพที่ชัดเจนว่า แอมเวย์และกิฟฟารีนยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดอย่างมั่นคง แต่ในขณะเดียวกันก็มีบริษัทขนาดกลางและเล็กหลายแห่งที่เติบโตอย่างโดดเด่น บางแห่งเติบโตเกิน 100% สวนทางกับภาพรวมตลาดที่เผชิญความท้าทาย

สำหรับคนที่กำลังพิจารณาเข้าร่วมธุรกิจขายตรง อันดับยอดขายเป็นข้อมูลอ้างอิงที่ดี แต่ไม่ใช่ตัวชี้ขาดเพียงอย่างเดียว สิ่งที่สำคัญกว่าคือ ความเหมาะสมของสินค้ากับตัวคุณ ความอิ่มตัวของตลาดในพื้นที่ที่คุณอยู่ และความโปร่งใสของแผนการตลาดที่บริษัทนั้นนำเสนอ

ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งผู้สนใจสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ด้วยตัวเองผ่าน DBD DataWarehouse+


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: อันดับบริษัทขายตรงไทยปี 2568 เปลี่ยนจากปีก่อนมากไหม? A: อันดับ Top 3 (แอมเวย์ กิฟฟารีน และอันดับต้น ๆ) ค่อนข้างทรงตัวมาหลายปี แต่ในกลุ่มอันดับกลางมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ปรับตัวสู่ออนไลน์ได้ดีซึ่งสามารถไต่อันดับขึ้นมาได้เร็ว

Q: ตรวจสอบยอดขายบริษัทขายตรงได้จากที่ไหนบ้าง? A: แหล่งที่น่าเชื่อถือที่สุดคือกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ที่ www.dbd.go.th ซึ่งเป็นข้อมูลงบการเงินที่บริษัทต้องยื่นตามกฎหมายทุกปี

Q: บริษัทขายตรงอันดับเล็กกว่าน่าเข้าร่วมไหม? A: ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย บริษัทขนาดเล็กที่เติบโตเร็วอย่างเวล วีนัส หรือโรเวย์ อาจเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงต้น เพราะตลาดยังไม่อิ่มตัว แต่ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือและแผนการตลาดให้ละเอียดก่อนตัดสินใจเสมอ

Q: CCI International อยู่อันดับเท่าไรในตลาดขายตรงไทย? A: CCI International อยู่อันดับที่ 39 ของประเทศไทย ด้วยยอดขายรวม 61,485,608 บาทในปี 2568 ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตในตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพรและสุขภาพที่ยังมีช่องว่างให้พัฒนาต่อเนื่อง

Q: ทำไมบางบริษัทยอดขายลดลงแต่บางบริษัทเติบโตสูงมาก? A: ความแตกต่างหลักมาจากการปรับตัว บริษัทที่เติบโตสูงมักลงทุนในช่องทางออนไลน์ สร้างชุมชนผู้บริโภคที่เหนียวแน่น และพัฒนาสินค้าให้ตรงกับเทรนด์สุขภาพยุคใหม่ ขณะที่บริษัทที่ยอดขายลดลงมักยังพึ่งพาโมเดลการขายแบบเดิมที่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบัน


ข้อมูลอ้างอิง: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ข้อมูลยอดขายบริษัทขายตรงไทยประจำปี 2568 บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ตัวเลขอาจมีการปรับปรุงตามการยื่นงบการเงินล่าสุดของแต่ละบริษัท ควรตรวจสอบข้อมูลที่อัปเดตโดยตรงกับ DBD ก่อนใช้อ้างอิงในการตัดสินใจทางธุรกิจ