Skip to content

ขายตรงเหมาะกับใคร?

ขายตรงเหมาะกับใคร? คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนตัดสินใจ

ก่อนจะถามว่า “ขายตรงดีไหม?” คำถามที่ถูกต้องกว่าคือ “ขายตรงเหมาะกับฉันไหม?”

เพราะขายตรงไม่ใช่ธุรกิจที่ “ดีสำหรับทุกคน” หรือ “แย่สำหรับทุกคน” มันเป็นโอกาสที่เหมาะกับบางคนมากและไม่เหมาะกับบางคนเลย ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือการเข้าร่วมเพราะถูกกดดัน ไม่ใช่เพราะมันเหมาะกับตัวเอง

บทความนี้จะช่วยให้คุณประเมินตัวเองใน 7 มิติสำคัญ พร้อมโปรไฟล์ของคนที่มักสำเร็จและไม่สำเร็จในขายตรง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องพึ่งคำโน้มน้าวใคร


7 มิติที่ต้องประเมินตัวเองก่อนเริ่มขายตรง

มิติที่ 1: บุคลิกภาพและสไตล์การทำงาน

ขายตรงเหมาะกว่าถ้า: คุณเป็นคนที่ชอบพูดคุยกับผู้คน สบายใจในการสนทนากับคนใหม่ และรู้สึกมีพลังงานหลังจากการพบปะผู้คน ไม่ใช่รู้สึกเหนื่อยล้า ขายตรงเป็นงานที่ต้องพบปะผู้คนอย่างต่อเนื่อง คนที่ชอบสังคมจะรู้สึกว่างานนี้ “สนุก” มากกว่า “ฝืน”

ขายตรงยากขึ้นถ้า: คุณเป็นคนชอบทำงานคนเดียว รู้สึกเหนื่อยมากเมื่อต้องพูดคุยกับคนเยอะ ๆ หรือรู้สึกอึดอัดมากเมื่อต้องนำเสนอสินค้าให้คนรู้จัก นี่ไม่ได้หมายความว่าทำไม่ได้ แต่ต้องใช้พลังงานมากกว่าคนที่ชอบสังคมโดยธรรมชาติ

คำถามประเมินตัวเอง: ถ้าต้องโทรหาคน 10 คนที่ไม่ค่อยได้คุยเพื่อแนะนำสินค้าวันนี้ คุณรู้สึกอย่างไร? ถ้าตอบว่า “ไม่เป็นไร ทำได้” ข้อนี้ผ่าน ถ้าตอบว่า “คิดแล้วก็เหนื่อยแทน” ต้องพิจารณาให้ดี


มิติที่ 2: วินัยและการบริหารตัวเอง

ขายตรงเหมาะกว่าถ้า: คุณสามารถทำงานได้ดีโดยไม่มีหัวหน้ากำกับ กำหนดเป้าหมายของตัวเองได้ ติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และลุกขึ้นทำงานแม้ในวันที่ไม่มีแรงจูงใจจากภายนอก

ขายตรงยากขึ้นถ้า: คุณทำงานได้ดีกว่าเมื่อมีโครงสร้างและคนกำกับ มักผัดวันประกันพรุ่ง หรือทำงานได้ดีในช่วงที่มีแรงบันดาลใจแต่หยุดทำเมื่อความรู้สึกนั้นหายไป ขายตรงไม่มีระบบบังคับ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับวินัยของตัวเองล้วน ๆ

คำถามประเมินตัวเอง: คุณเคยตั้งเป้าหมายส่วนตัวที่ไม่มีใครรู้และทำสำเร็จไหม? เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เรียนภาษาด้วยตัวเอง หรือออมเงินตามแผน ถ้าใช่ คุณมีวินัยพอสำหรับขายตรง


มิติที่ 3: ความอดทนต่อความไม่แน่นอนทางการเงิน

ขายตรงเหมาะกว่าถ้า: คุณมีรายได้ประจำรองรับอยู่แล้ว ไม่ได้พึ่งรายได้จากขายตรงเป็นรายได้เดียว มีเงินสำรองอย่างน้อย 3-6 เดือนของค่าใช้จ่าย และสามารถรับกับรายได้ที่ผันผวนในช่วงแรกได้โดยไม่กดดันตัวเองจนตัดสินใจผิดพลาด

ขายตรงยากขึ้นถ้า: คุณต้องการรายได้แน่นอนทุกเดือนเพื่อชำระหนี้หรือค่าใช้จ่ายที่ตายตัว กำลังมีปัญหาการเงินเร่งด่วนและมองขายตรงเป็นทางออกเร็ว ๆ ความกดดันทางการเงินมักทำให้ตัดสินใจผิดพลาด เช่น ซื้อสต็อกมากเกินไปหรืออยู่กับบริษัทที่ไม่ดีนานเกินไป

คำถามประเมินตัวเอง: ถ้ารายได้จากขายตรงเดือนนี้เป็นศูนย์ ชีวิตคุณจะกระทบอย่างไร? ถ้าคำตอบคือ “ไม่เป็นไร ยังมีรายได้จากที่อื่น” ข้อนี้ผ่านแน่นอน


มิติที่ 4: เครือข่ายและความสัมพันธ์ที่มีอยู่

ขายตรงเหมาะกว่าถ้า: คุณมีเครือข่ายคนรู้จักที่กว้างและหลากหลาย เช่น กลุ่มเพื่อนเก่า เพื่อนร่วมงาน กลุ่มออกกำลังกาย กลุ่มผู้ปกครอง หรือชุมชนออนไลน์ที่คุณเป็นสมาชิก โดยเฉพาะถ้าคุณมีความสัมพันธ์ที่ดีและน่าเชื่อถือในกลุ่มเหล่านั้นอยู่แล้ว

ขายตรงยากขึ้นถ้า: คุณมีวงสังคมแคบมาก ไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์กับคนนอกครอบครัวและเพื่อนสนิทไม่กี่คน นั่นไม่ใช่ปัญหาถ้าคุณพร้อมสร้างเครือข่ายใหม่ผ่านออนไลน์ แต่ต้องใช้เวลานานกว่ามากในการเริ่มเห็นผล

คำถามประเมินตัวเอง: คุณมีคนรู้จักที่น่าจะสนใจสินค้าที่คุณจะขายอย่างน้อย 20-30 คนไหม? ถ้าตอบได้ทันที เครือข่ายที่มีเพียงพอสำหรับเริ่มต้น


มิติที่ 5: ความเชื่อมั่นในสินค้า

ขายตรงเหมาะกว่าถ้า: คุณใช้สินค้าของบริษัทเองและเห็นผลจริง เชื่อมั่นในคุณภาพ และสามารถแนะนำได้อย่างจริงใจโดยไม่รู้สึกว่ากำลัง “ขาย” แต่รู้สึกว่ากำลัง “แบ่งปัน”

ขายตรงยากขึ้นถ้า: คุณสนใจแค่รายได้แต่ไม่ได้ชอบหรือเชื่อในสินค้าจริง ๆ คนที่ขายสินค้าโดยไม่เชื่อมักขายได้ยาก เพราะลูกค้าสัมผัสได้ถึงความไม่จริงใจ และไม่สามารถตอบคำถามเชิงลึกเกี่ยวกับสินค้าได้อย่างมั่นใจ

คำถามประเมินตัวเอง: ถ้าคุณไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่นใด ๆ คุณยังจะซื้อและใช้สินค้านี้อยู่ไหม? ถ้าใช่ นั่นคือสัญญาณที่ดีมาก


มิติที่ 6: เวลาและภาระชีวิต

ขายตรงเหมาะกว่าถ้า: คุณมีเวลาว่างที่สม่ำเสมออย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อวัน แม้จะไม่ต่อเนื่องก็ได้ เช่น ช่วงพักเที่ยง หลังเลิกงาน หรือหลังลูกหลับ และสามารถทำได้สม่ำเสมอทุกวันโดยไม่กระทบหน้าที่หลัก

ขายตรงยากขึ้นถ้า: ชีวิตปัจจุบันแน่นมากอยู่แล้ว ไม่มีเวลาว่างที่สม่ำเสมอ หรือภาระชีวิตในช่วงนี้ต้องการความสนใจมาก เช่น ดูแลเด็กเล็ก ดูแลผู้ป่วย หรือโปรเจกต์งานหนักที่กำลังเข้มข้น

คำถามประเมินตัวเอง: ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณมีเวลาว่างที่ใช้กับโทรศัพท์หรือทำกิจกรรมส่วนตัววันละกี่ชั่วโมง? ถ้าคำตอบมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน คุณมีเวลาพอสำหรับขายตรง


มิติที่ 7: เป้าหมายที่ชัดเจน

ขายตรงเหมาะกว่าถ้า: คุณรู้ชัดเจนว่าต้องการอะไรจากขายตรง เช่น รายได้เสริม 5,000 บาทต่อเดือนเพื่อซื้อของให้ลูก หรือสร้างธุรกิจที่ทำจากบ้านได้ เป้าหมายที่ชัดเจนทำให้รู้ว่าต้องทำอะไรและวัดผลได้

ขายตรงยากขึ้นถ้า: คุณสมัครเพราะ “ลองดู” หรือ “กลัวพลาดโอกาส” โดยไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรมักเลิกเมื่อเจอความยากในช่วงแรก

คำถามประเมินตัวเอง: เขียนลงกระดาษว่าคุณต้องการรายได้จากขายตรงเดือนละเท่าไรและจะใช้ทำอะไร ถ้าทำได้ คุณมีเป้าหมายที่ชัดพอแล้ว


โปรไฟล์ 6 กลุ่มที่มักประสบความสำเร็จในขายตรง

จากประสบการณ์ที่สะสมมาในวงการขายตรง มีกลุ่มคนที่มักได้ผลลัพธ์ดีซ้ำ ๆ ดังนี้

กลุ่มที่ 1: แม่บ้านและพ่อบ้านที่ดูแลครอบครัว

นี่คือกลุ่มที่ประสบความสำเร็จในขายตรงมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง เพราะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมหลายอย่างพร้อมกัน

เวลายืดหยุ่นทำให้สามารถทำงานในช่วงที่ว่างระหว่างวัน เครือข่ายในชุมชนและกลุ่มผู้ปกครองให้ฐานลูกค้าเริ่มต้น ความน่าเชื่อถือในฐานะคนที่ใช้สินค้าจริงในครัวเรือนทำให้ขายได้ง่ายกว่า

รายได้เสริม 3,000-10,000 บาทต่อเดือนที่ทำได้จากบ้านโดยไม่กระทบการดูแลครอบครัวเป็นเป้าหมายที่สมจริงและหลายคนทำได้จริงภายใน 3-6 เดือน

กลุ่มที่ 2: คนทำงานที่ต้องการรายได้เสริมจริงจัง

พนักงานออฟฟิศ ครู พยาบาล หรือคนทำงานประจำที่ต้องการเพิ่มรายได้อีกสาย 30-50% จากเงินเดือนปกติ

กลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบคือมีรายได้ประจำรองรับทำให้ไม่กดดัน มีทักษะการสื่อสารจากการทำงาน และมีเครือข่ายเพื่อนร่วมงานที่เป็นฐานลูกค้าเริ่มต้น

เงื่อนไขสำคัญคือต้องบริหารเวลาให้ดีและไม่ให้กระทบงานหลัก

กลุ่มที่ 3: ผู้เชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องกับสินค้า

นักโภชนาการที่ขายอาหารเสริม ช่างแต่งหน้าที่ขายสกินแคร์ นักฟิตเนสที่ขายผลิตภัณฑ์สำหรับนักกีฬา หมอหรือพยาบาลที่ขายผลิตภัณฑ์สุขภาพ

กลุ่มนี้มีข้อได้เปรียบมหาศาลเรื่องความน่าเชื่อถือ ลูกค้าเชื่อคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญมากกว่าคนทั่วไป การขายจึงเป็นธรรมชาติและปิดการขายได้ง่ายกว่า

กลุ่มที่ 4: คนที่มีฐาน Follower หรือ Community ออนไลน์

Blogger, YouTuber, TikToker, หรือคนที่มีกลุ่ม Facebook ที่ Active อยู่แล้ว แม้จะมีผู้ติดตามไม่มากแต่ถ้าเป็นกลุ่มที่ไว้วางใจกัน การแนะนำสินค้าที่ใช้เองและเห็นผลจริงให้ผลลัพธ์ดีมาก

กุญแจสำคัญคือต้องแนะนำสินค้าที่ตรงกับ Niche ของตัวเอง เช่น คนที่ทำ Content เรื่องสุขภาพขายอาหารเสริม คนทำ Content เรื่องความงามขายสกินแคร์

กลุ่มที่ 5: ผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพดีและต้องการสังคม

กลุ่มนี้มักถูกมองข้ามแต่จริง ๆ มีศักยภาพสูง ผู้สูงอายุที่ยังแข็งแรงมีเวลาว่างมาก มีเครือข่ายชุมชนและกลุ่มเพื่อนในวัยเดียวกันที่กว้าง และมักมีความน่าเชื่อถือสูงในชุมชน

โดยเฉพาะถ้าสินค้าที่ขายเกี่ยวข้องกับสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ การแนะนำในฐานะ “คนที่ใช้แล้วได้ผลจริง” มีน้ำหนักมากในกลุ่มนี้

กลุ่มที่ 6: คนที่กำลังเปลี่ยนทิศทางชีวิต

คนที่เพิ่งลาออกจากงาน กำลังหาทิศทางใหม่ หรือต้องการสร้างรายได้ในรูปแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น กลุ่มนี้มักมีแรงจูงใจสูง พร้อมเรียนรู้ และถ้าเลือกบริษัทและสินค้าที่ถูกต้อง มักพัฒนาได้เร็วกว่าคนที่ทำเป็นอาชีพเสริมเฉย ๆ

เงื่อนไขสำคัญคือต้องมีเงินสำรองรองรับในช่วงเริ่มต้น และต้องไม่กดดันตัวเองให้รีบสร้างรายได้จนตัดสินใจผิดพลาด


โปรไฟล์คนที่ขายตรง “มักไม่ได้ผล”

ความสุจริตใจต้องการพูดถึงกลุ่มนี้ด้วย เพราะถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ การรู้ตั้งแต่ต้นจะช่วยประหยัดเงินและเวลาได้มาก

คนที่ต้องการรายได้ทันทีโดยไม่มีเงินสำรอง ความกดดันทางการเงินทำให้ตัดสินใจผิดพลาด เช่น ซื้อสต็อกมากเพราะถูกกดดัน หรืออยู่กับบริษัทที่ไม่ดีนานเกินไปเพราะกลัวเสียเงินที่ลงทุนไปแล้ว

คนที่เข้าร่วมเพราะถูกกดดัน ไม่ใช่เพราะต้องการจริง ๆ แรงจูงใจภายในต้องมาก่อนเสมอ คนที่เข้าร่วมเพราะอยากทำให้คนที่ชักชวนพอใจมักไม่มีแรงจูงใจพอที่จะผ่านช่วงยากในช่วงแรก

คนที่ไม่ชอบสินค้าหรือไม่เชื่อในคุณประโยชน์ของมัน การขายสินค้าที่ไม่เชื่อเป็นงานที่น่าเหนื่อยมาก และลูกค้าสัมผัสได้ถึงความไม่จริงใจ

คนที่คาดหวังผลลัพธ์เร็วเกินไป ถ้าคาดว่าจะรวยภายใน 3 เดือน ความผิดหวังเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดมักทำให้เลิกก่อนที่ธุรกิจจะสร้างตัวได้

คนที่ต้องการเฉพาะรายได้แต่ไม่ต้องการขาย ขายตรงต้องขาย ไม่มีทางหลีกเลี่ยง ถ้าไม่ชอบการขายและไม่พร้อมพัฒนาทักษะนี้ ขายตรงจะทรมานมาก


ขายตรงเหมาะกับคนไม่มีประสบการณ์ไหม?

คำตอบคือ ใช่ แต่มีเงื่อนไข

ขายตรงไม่ต้องการ Degree หรือ Certificate ใด ๆ และบริษัทที่ดีมีระบบฝึกอบรมที่ช่วยให้มือใหม่เริ่มต้นได้ แต่ “ไม่มีประสบการณ์” ไม่ได้แปลว่า “ไม่ต้องมีทักษะ”

สิ่งที่มือใหม่ต้องเตรียม

พร้อมเรียนรู้อย่างตั้งใจ เข้าฝึกอบรมทุกโปรแกรมที่บริษัทและ Upline จัด ถามคำถามบ่อย ๆ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของตัวเองอย่างรวดเร็ว

เริ่มเล็กและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ไม่ต้องรอให้พร้อม 100% ก่อนเริ่ม แต่เริ่มจากการใช้สินค้าเอง แล้วค่อยแบ่งปันประสบการณ์กับคนรอบข้างก่อน

ยอมรับว่าจะทำผิดพลาดในช่วงแรก และมองว่าความผิดพลาดเป็นการเรียนรู้ ไม่ใช่ความล้มเหลว


แบบทดสอบสั้น ๆ: ขายตรงเหมาะกับคุณหรือเปล่า?

ตอบคำถาม 10 ข้อนี้ด้วยความสุจริตใจ

  1. คุณสนุกกับการพูดคุยกับคนใหม่ไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  2. คุณสามารถทำงานสม่ำเสมอโดยไม่มีคนบังคับไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  3. คุณมีรายได้อื่นรองรับนอกจากขายตรงไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  4. คุณมีคนรู้จักมากกว่า 30 คนที่น่าจะสนใจสินค้าไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  5. คุณเคยใช้สินค้าของบริษัทนั้นและชอบจริง ๆ ไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  6. คุณมีเวลาว่างสม่ำเสมออย่างน้อย 1 ชั่วโมงต่อวันไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  7. คุณมีเป้าหมายรายได้ที่ชัดเจนจากขายตรงไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  8. คุณพร้อมรอผล 6-12 เดือนโดยไม่กดดันตัวเองไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  9. คุณสมัครด้วยความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่เพราะถูกกดดันไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)
  10. คุณตรวจสอบบริษัทแล้วและมั่นใจว่าน่าเชื่อถือไหม? (ใช่ = 1 คะแนน)

แปลผล

8-10 คะแนน คุณมีความพร้อมสูงมาก ขายตรงน่าจะเหมาะกับคุณในช่วงนี้ เริ่มต้นได้เลย

5-7 คะแนน มีความพร้อมพอสมควร แต่ควรเสริมจุดที่ตอบว่าไม่ก่อน โดยเฉพาะถ้าข้อ 3 หรือข้อ 5 ตอบว่าไม่

3-4 คะแนน ยังไม่ค่อยพร้อม ควรแก้ไขปัจจัยสำคัญก่อน เช่น หาแหล่งรายได้สำรอง ทดลองใช้สินค้าก่อน หรือรอจนกว่าจะมีเวลาและเป้าหมายที่ชัดเจนกว่านี้

0-2 คะแนน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม อาจเหมาะกว่าในอนาคต แต่การเริ่มตอนนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเสียทั้งเงินและเวลา


ถ้าคิดว่าไม่เหมาะ มีทางเลือกอื่นไหม?

ถ้าประเมินแล้วพบว่าขายตรงไม่เหมาะกับตัวเองในตอนนี้ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีทางสร้างรายได้เสริม

Affiliate Marketing ไม่ต้องซื้อสต็อก ไม่ต้องสมัครสมาชิก แค่แนะนำสินค้าผ่านลิงก์และรับค่าคอมมิชชั่นเมื่อมีการซื้อ เหมาะกับคนที่มี Blog หรือ Social Media แต่ไม่ชอบการขายแบบตัวต่อตัว

Reseller ออนไลน์ ซื้อสินค้ามาขายต่อผ่าน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop โดยไม่ต้องเป็นตัวแทนของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

Freelance ขายทักษะที่มีอยู่แล้ว เช่น เขียนบทความ ออกแบบ แปลภาษา หรือสอนออนไลน์ ไม่ต้องขายสินค้าและไม่มีต้นทุนสต็อก


สรุป: ขายตรงเหมาะกับคนที่ “พร้อม” ไม่ใช่คนที่ “หวัง”

ขายตรงเหมาะกับคนที่มีความพร้อมจริง ๆ ทั้งด้านบุคลิกภาพ วินัย การเงิน เครือข่าย และเป้าหมาย ไม่ใช่คนที่แค่ “หวัง” ว่าจะรวยหรือ “ลองดู” โดยไม่มีแผน

ก่อนตัดสินใจสมัคร กลับไปดูคะแนน Quiz และ 7 มิติที่ประเมินไว้ ถ้าผ่านส่วนใหญ่แล้วรู้สึกตื่นเต้นที่จะเริ่ม นั่นคือสัญญาณที่ดี ถ้ายังลังเลอยู่มาก บางทีการรอให้ความพร้อมมากขึ้นก่อนอาจเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดกว่า

ขายตรงไม่ใช่ทางลัด แต่เป็นเส้นทางที่ให้ผลลัพธ์จริงสำหรับคนที่เหมาะสมกับมัน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: คนอายุเท่าไหร่เหมาะกับขายตรงมากที่สุด? A: ขายตรงไม่มีช่วงอายุที่เหมาะที่สุด คนอายุ 20 ปีที่มีพลังงานและทักษะดิจิทัล และคนอายุ 55 ปีที่มีเครือข่ายชุมชนกว้าง ต่างก็ประสบความสำเร็จได้ สิ่งสำคัญกว่าอายุคือความพร้อมในด้านอื่น ๆ

Q: คนขี้อายทำขายตรงได้ไหม? A: ได้ แต่ต้องเลือกช่องทางที่เหมาะ คนขี้อายมักทำขายตรงออนไลน์ผ่านการเขียนได้ดีกว่าการขายแบบพบหน้า เพราะสามารถสื่อสารได้ดีกว่าผ่านตัวหนังสือ ทักษะการขายแบบ Face-to-Face พัฒนาได้ แต่ต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่า

Q: แม่บ้านที่ไม่เคยขายของมาก่อนเหมาะไหม? A: เหมาะมาก แม่บ้านเป็นกลุ่มที่มักประสบความสำเร็จในขายตรงเพราะมีความน่าเชื่อถือและเครือข่ายชุมชน ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ขาย แค่ใช้สินค้าเองก่อนแล้วแชร์ประสบการณ์จริง

Q: ทำงานประจำอยู่แล้ว ยังเหมาะกับขายตรงไหม? A: เหมาะ และแนะนำให้ทำแบบนี้ มีงานประจำรองรับช่วยให้ไม่กดดัน ตัดสินใจได้ดีกว่า และมีเวลาสร้างฐานลูกค้าอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยไม่ต้องรีบ

Q: คนที่เคยทำขายตรงล้มเหลวมาก่อน ยังเหมาะไหม? A: อาจเหมาะถ้าเข้าใจว่าทำไมถึงล้มเหลวครั้งก่อน ถ้าเลือกบริษัทที่ไม่ดี ขาดการสนับสนุน หรือทำก่อนที่จะพร้อม ครั้งนี้ที่เตรียมตัวดีกว่าและเลือกบริษัทถูกต้องผลลัพธ์อาจต่างกันมาก


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ผลลัพธ์แตกต่างกันในแต่ละบุคคลและขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ไม่มีการรับประกันรายได้ใด ๆ