วิธีเลือกบริษัทขายตรง ที่ใช่สำหรับคุณโดยเฉพาะ
มีบริษัทขายตรงหลายร้อยแห่งในประเทศไทย และทุกแห่งล้วนบอกว่าตัวเองดีที่สุด สินค้าดีที่สุด แผนการตลาดดีที่สุด และโอกาสสร้างรายได้ดีที่สุด
แต่ความจริงคือบริษัทที่ “ดีที่สุด” ในสายตาคนอื่น อาจไม่ใช่บริษัทที่ “เหมาะที่สุด” สำหรับคุณ เพราะการเลือกบริษัทขายตรงต้องพิจารณาหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความน่าเชื่อถือของบริษัท ความเหมาะสมของสินค้ากับตัวคุณ และเงื่อนไขทางธุรกิจที่สมเหตุสมผล
บทความนี้จะพาคุณผ่าน 10 ปัจจัยสำคัญ ที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจ พร้อม Red Flags ที่บ่งบอกว่าบริษัทนั้นควรหลีกเลี่ยง และ Checklist ที่พิมพ์ออกไปใช้ได้เลย
ทำไมการเลือกบริษัทจึงสำคัญกว่าที่คิด
คนส่วนใหญ่เลือกบริษัทขายตรงจากสิ่งที่ง่ายที่สุด เช่น “เพื่อนชวนมา” “เห็นโฆษณาแล้วน่าสนใจ” หรือ “คนอื่นบอกว่าดี” โดยไม่ได้ตรวจสอบอย่างจริงจัง
ผลที่ตามมาคือ ลงทุนไปหลายพันหลายหมื่นบาทแล้วพบว่าสินค้าขายยาก แผนการตลาดไม่โปร่งใส หรือบริษัทมีปัญหาที่ไม่รู้มาก่อน
การเลือกบริษัทที่ใช่ตั้งแต่แรกช่วยประหยัดทั้งเงิน เวลา และความเครียดได้มหาศาล ใช้เวลาสัก 2-3 สัปดาห์ในการตรวจสอบก่อนสมัคร ดีกว่าเสียเวลา 1-2 ปีกับบริษัทที่ไม่เหมาะ
10 ปัจจัยที่ต้องตรวจสอบก่อนเลือกบริษัทขายตรง
ปัจจัยที่ 1: ความถูกต้องตามกฎหมาย
นี่คือปัจจัยแรกที่ต้องตรวจสอบก่อนทุกอย่าง เพราะถ้าบริษัทไม่ถูกกฎหมาย ทุกสิ่งที่คุณลงทุนไปมีความเสี่ยงสูญเสียทั้งหมด
วิธีตรวจสอบ:
ขั้นตอนที่ 1: เข้าเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th และค้นหาชื่อบริษัท ตรวจสอบว่าจดทะเบียนถูกต้องและได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงหรือไม่
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบรายชื่อสมาชิกสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ที่ www.tdsa.org สมาชิก TDSA ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณและมาตรฐานที่กำหนด รวมถึงการจ่ายค่าตอบแทนอย่างโปร่งใส
ขั้นตอนที่ 3: ค้นหาชื่อบริษัทบน Google ตามด้วยคำว่า “ผิดกฎหมาย” “แจ้งความ” หรือ “หลอกลวง” เพื่อดูว่าเคยมีรายงานปัญหาไหม
สิ่งที่ต้องพบ: เลขทะเบียนนิติบุคคล ที่อยู่บริษัทที่ตรวจสอบได้ และเบอร์โทรทางการที่ใช้งานได้จริง
ปัจจัยที่ 2: ประวัติและอายุของบริษัท
บริษัทที่ดำเนินธุรกิจมานานกว่าหมายถึงผ่านการพิสูจน์ว่าโมเดลธุรกิจยั่งยืน สินค้ามีตลาดจริง และระบบจ่ายค่าตอบแทนทำงานได้
สิ่งที่ต้องดู:
อายุบริษัทอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไปในตลาดไทยถือว่าผ่านการทดสอบเบื้องต้น บริษัทที่เพิ่งก่อตั้งไม่กี่ปีมีความเสี่ยงสูงกว่า แม้จะมีแผนการตลาดที่น่าดึงดูด
บริษัทต่างชาติที่เปิดในไทยควรมีประวัติในประเทศต้นกำเนิดก่อน ตรวจสอบว่าในประเทศอื่นมีปัญหาหรือเคยถูกดำเนินคดีไหม
ข้อยกเว้น: บริษัทใหม่ที่เพิ่งเข้ามาในไทยแต่มีประวัติดีในต่างประเทศนานหลายสิบปีอาจน่าพิจารณา แต่ต้องตรวจสอบให้ละเอียดกว่าปกติ
ปัจจัยที่ 3: คุณภาพและความเป็นเอกสิทธิ์ของสินค้า
สินค้าคือหัวใจของธุรกิจขายตรงที่ยั่งยืน ถ้าสินค้าไม่ดีหรือไม่มีเอกสิทธิ์ การแข่งขันจะยากมาก
สิ่งที่ต้องถาม:
สินค้านี้มีจุดขายที่แตกต่างจากสินค้าทั่วไปในตลาดอย่างไร? ถ้าตอบไม่ได้หรือตอบได้แค่ว่า “คุณภาพดีกว่า” โดยไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน นั่นคือสัญญาณที่ต้องระวัง
มีงานวิจัยหรือการรับรองจากองค์กรที่น่าเชื่อถือรองรับสินค้าหรือไม่? เช่น อย. ของไทย, FDA ของสหรัฐ, หรือองค์กรรับรองมาตรฐานอื่น ๆ
ลูกค้าที่ไม่ได้เป็นตัวแทนขายยังซื้อสินค้านี้ไหม? ถ้าสินค้าดีจริง ต้องมีคนซื้อเพราะต้องการสินค้า ไม่ใช่ซื้อเฉพาะตัวแทนในระบบ
ทดสอบด้วยตัวเอง: ขอทดลองสินค้าก่อนสมัครเสมอ บริษัทที่ดีควรให้โอกาสนี้ได้
ปัจจัยที่ 4: ราคาสินค้าเมื่อเทียบกับตลาด
ราคาสินค้าที่เหมาะสมคือปัจจัยที่กำหนดว่าคุณจะขายได้หรือไม่ในชีวิตจริง
สิ่งที่ต้องประเมิน:
ถ้าสินค้าราคาแพงกว่าทางเลือกในท้องตลาด 2-3 เท่า คุณต้องมีคำอธิบายที่ดีมากว่าทำไมลูกค้าควรจ่ายมากกว่า ถ้าอธิบายไม่ได้ การขายจะยากมาก
ลองทำการทดสอบง่าย ๆ คือเอาราคาสินค้าไปค้นหาใน Shopee หรือ Lazada ดูว่ามีสินค้าทดแทนราคาใกล้เคียงไหม ถ้ามีมากมาย การสร้างความแตกต่างในการขายจะเป็นความท้าทายสำคัญ
ปัจจัยที่ 5: แผนการตลาดและค่าตอบแทน
แผนการตลาดที่ดีต้องโปร่งใส เข้าใจได้ และให้ค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลกับความพยายาม
สิ่งที่ต้องตรวจสอบ:
ขอเอกสาร Compensation Plan ฉบับเต็ม ไม่ใช่แค่คำอธิบายปากเปล่า ถ้าบริษัทหรือ Upline ไม่ยอมให้เอกสาร นั่นเป็นสัญญาณอันตราย
ทำความเข้าใจก่อนสมัคร:
- ค่าคอมมิชชั่นจากการขายสินค้าตรงอยู่ที่เท่าไร
- ยอดซื้อขั้นต่ำรายเดือนที่ต้องทำเพื่อรักษาสถานะ
- เงื่อนไขการรับค่าคอมมิชชั่นจากทีม (ถ้ามี)
- โบนัสพิเศษมีเงื่อนไขอะไรบ้าง
ดู Income Disclosure Statement (IDS): เอกสารนี้แสดงรายได้จริงของตัวแทนทุกระดับ ถ้าบริษัทไม่มี IDS หรือไม่ยอมแสดงเมื่อขอ ถือเป็น Red Flag ใหญ่
สัญญาณที่ดี: แผนการตลาดที่ให้ค่าตอบแทนหลักจากยอดขายสินค้า ไม่ใช่จากค่าสมัครสมาชิกใหม่
ปัจจัยที่ 6: ต้นทุนและเงื่อนไขทางการเงิน
นอกจากค่าสมัครที่มองเห็น ยังมีต้นทุนอื่น ๆ ที่ต้องรู้ก่อน
รายการที่ต้องถาม:
- ค่าสมัครสมาชิกเท่าไร และมีอะไรรวมอยู่บ้าง
- ยอดซื้อขั้นต่ำรายเดือน (Personal Volume) คือเท่าไร
- ค่าต่ออายุสมาชิกประจำปีมีไหม
- มีค่าอีเวนต์หรือสัมมนาบังคับไหม
- ค่าสินค้าตัวอย่างและสื่อการตลาดที่ต้องซื้อเองมีไหม
คำนวณ Break Even ก่อนสมัคร: รวมต้นทุนทุกอย่างต่อปีแล้วหารด้วย 12 เพื่อได้ต้นทุนต่อเดือน จากนั้นคำนวณว่าต้องมียอดขายเท่าไรถึงจะ Break Even ถ้าตัวเลขนั้นสูงกว่าที่ IDS แสดงว่าตัวแทนระดับกลางทำได้จริง ควรทบทวน
ปัจจัยที่ 7: นโยบายคืนสินค้าและยกเลิกสมาชิก
บริษัทที่ดีต้องมีนโยบายเหล่านี้ที่ชัดเจนและเป็นธรรม
สิ่งที่บริษัทที่ดีต้องมี:
สำหรับลูกค้า: สิทธิ์คืนสินค้าภายใน 7 วันตามกฎหมายไทย โดยไม่ต้องให้เหตุผล และได้รับเงินคืนเต็มจำนวน
สำหรับตัวแทน: นโยบายรับคืนสินค้าที่ยังไม่ได้ขายซึ่งอยู่ในสภาพดีอย่างน้อย 70-90% ของราคาซื้อ เมื่อยกเลิกสมาชิก และเงื่อนไขยกเลิกสมาชิกที่ไม่มีค่าปรับหรือค่าธรรมเนียมแอบแฝง
ถามตรง ๆ ว่า: “ถ้าฉันอยากยกเลิกสมาชิกและคืนสินค้าที่เหลืออยู่ภายใน 3 เดือน จะได้เงินคืนเท่าไรและขั้นตอนคืออะไร?” คำตอบที่ชัดเจนและเป็นธรรมคือสัญญาณที่ดี
ปัจจัยที่ 8: การสนับสนุนและระบบฝึกอบรม
บริษัทที่ดีลงทุนในการพัฒนาตัวแทน เพราะรู้ว่าตัวแทนที่ดีคือสิ่งที่ขับเคลื่อนธุรกิจ
สิ่งที่บริษัทที่ดีควรมี:
ระบบฝึกอบรมที่เข้าถึงได้ง่าย ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ครอบคลุมทั้งความรู้เรื่องสินค้า เทคนิคการขาย และทักษะธุรกิจ
แอปพลิเคชันหรือ Back Office ออนไลน์ที่ให้ตัวแทนติดตามยอดขาย รายได้ และสั่งสินค้าได้ง่าย
ช่องทางสนับสนุนที่ตอบสนองเร็ว ทั้ง Customer Service และทีมสนับสนุนตัวแทน
สื่อการตลาดที่บริษัทจัดให้ เช่น รูปสินค้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์ และวัสดุส่งเสริมการขาย
ทดสอบ: โทรหาสายสนับสนุนของบริษัทก่อนสมัคร ดูว่าตอบสนองเร็วแค่ไหนและให้ข้อมูลได้ครบถ้วนไหม
ปัจจัยที่ 9: ชื่อเสียงในตลาดและ Review จากผู้ใช้จริง
Review จากผู้ใช้จริงมีคุณค่ามากกว่าสิ่งที่บริษัทบอกเอง
วิธีหาข้อมูลที่เป็นกลาง:
ค้นหาในกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มขายตรง กลุ่มผู้บริโภค หรือกลุ่มธุรกิจออนไลน์ ค้นหาชื่อบริษัทและดูว่ามีรีวิวบวกและลบในสัดส่วนอย่างไร
ค้นหาใน Pantip ซึ่งมีกระทู้รีวิวบริษัทขายตรงหลายแห่งที่เขียนโดยคนที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรง
ดูรีวิวใน Google Maps ของสำนักงานบริษัท
สำคัญ: อ่านทั้ง Review บวกและลบ ไม่เชื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยสมบูรณ์ มองหาประเด็นที่คนหลายคนพูดถึงซ้ำ ๆ
ปัจจัยที่ 10: ความเหมาะสมกับตัวคุณโดยเฉพาะ
ปัจจัยสุดท้ายแต่สำคัญมากคือบริษัทนั้นเหมาะกับตัวคุณในระดับส่วนตัวหรือไม่
คำถามที่ต้องตอบ:
สินค้าตรงกับสิ่งที่คุณสนใจและมีความรู้อยู่แล้วไหม?
กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสินค้านี้ตรงกับคนที่คุณเข้าถึงได้ในชีวิตจริงไหม?
ค่าใช้จ่ายรายเดือนอยู่ในระดับที่คุณรับได้แม้ในเดือนที่ยอดขายต่ำไหม?
ระบบและวัฒนธรรมองค์กรของบริษัทตรงกับสไตล์การทำงานของคุณไหม?
Red Flags: 8 สัญญาณที่บ่งบอกว่าควรหลีกเลี่ยงบริษัทนั้น
🚩 Red Flag ที่ 1: ไม่มี IDS หรือปฏิเสธที่จะแสดง
บริษัทที่โปร่งใสต้องพร้อมแสดงข้อมูลรายได้จริงของตัวแทน ถ้าบอกว่า “ไม่มี” หรือ “ไม่จำเป็น” หรือเบี่ยงเรื่องออกไป ให้ถือว่าเป็น Red Flag ใหญ่
🚩 Red Flag ที่ 2: เน้นรายได้จากการรับสมัครมากกว่าการขายสินค้า
ถ้าการนำเสนอธุรกิจพูดถึงแต่ “ชวนคนมาสมัครแล้วได้เงิน X บาท” โดยแทบไม่พูดถึงการขายสินค้าจริง นั่นคือสัญญาณที่อันตรายมาก
🚩 Red Flag ที่ 3: สินค้าราคาแพงเกินจริงโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
ถ้าสินค้าราคาแพงกว่าทางเลือกที่คล้ายกันในตลาดหลายเท่า และเมื่อถามว่าทำไมก็ได้แค่คำตอบกว้าง ๆ ว่า “คุณภาพดีกว่า” โดยไม่มีหลักฐานรองรับ ควรระวัง
🚩 Red Flag ที่ 4: กดดันให้ตัดสินใจเร็วโดยไม่ให้เวลาคิด
“โอกาสนี้มีแค่วันนี้” หรือ “ถ้าไม่สมัครตอนนี้จะเสียที่” คือเทคนิคกดดันที่ไม่มีธุรกิจที่ดีจำเป็นต้องใช้ ธุรกิจที่ดีจริงรอให้คุณตัดสินใจอย่างมีสติได้
🚩 Red Flag ที่ 5: บังคับซื้อสต็อกสินค้าจำนวนมากเมื่อสมัคร
“ต้องซื้อสต็อก 20,000 บาทตอนสมัครเพื่อรับสิทธิ์ทำทีม” คือสัญญาณที่ไม่ดี บริษัทที่ดีไม่บังคับให้ซื้อสินค้าเกินความจำเป็นตั้งแต่ต้น
🚩 Red Flag ที่ 6: ไม่มีสำนักงานจริงหรือที่อยู่ที่ตรวจสอบได้
บริษัทที่น่าเชื่อถือต้องมีที่อยู่สำนักงานที่ไปเยี่ยมชมได้จริง มีเบอร์โทรที่รับสาย และมีทีมงานที่ติดต่อได้
🚩 Red Flag ที่ 7: วัฒนธรรมองค์กรที่ตีตราคนที่ตั้งคำถาม
ถ้าเมื่อถามคำถามเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับแผนการตลาดหรือรายได้จริง แล้วถูกบอกว่า “คิดลบ” หรือ “ยังไม่พร้อม” แทนที่จะได้คำตอบที่ชัดเจน นั่นคือวัฒนธรรมที่ไม่ดี
🚩 Red Flag ที่ 8: รีวิวเชิงลบจากหลายแหล่งในประเด็นเดิม ๆ
ถ้าค้นหาชื่อบริษัทแล้วพบรีวิวเชิงลบหลายรีวิวที่พูดถึงปัญหาเดิม ๆ เช่น “ไม่จ่ายค่าคอมมิชชั่น” “เปลี่ยนเงื่อนไขโดยไม่แจ้งล่วงหน้า” หรือ “สินค้าคุณภาพต่ำกว่าที่โฆษณา” ควรถ่วงน้ำหนักข้อมูลนี้อย่างจริงจัง
วิธีเปรียบเทียบบริษัทขายตรง 2-3 แห่งพร้อมกัน
ถ้าคุณกำลังเลือกระหว่างหลายบริษัท ใช้กรอบการเปรียบเทียบนี้
สร้างตาราง 5 คอลัมน์:
| ปัจจัย | บริษัท A | บริษัท B | บริษัท C | น้ำหนักความสำคัญ |
|---|---|---|---|---|
| จดทะเบียนถูกต้อง | ✅/❌ | ✅/❌ | ✅/❌ | สูงมาก |
| อายุบริษัท | X ปี | X ปี | X ปี | สูง |
| สินค้าที่ชอบ | 1-5 | 1-5 | 1-5 | สูงมาก |
| ราคาสินค้า vs ตลาด | เหมาะ/แพง | เหมาะ/แพง | เหมาะ/แพง | สูง |
| ต้นทุนต่อเดือน | X บาท | X บาท | X บาท | สูง |
| IDS โปร่งใส | ✅/❌ | ✅/❌ | ✅/❌ | สูงมาก |
| รีวิวจากผู้ใช้ | ดี/กลาง/แย่ | ดี/กลาง/แย่ | ดี/กลาง/แย่ | ปานกลาง |
| Upline ที่ Active | ✅/❌ | ✅/❌ | ✅/❌ | สูง |
บริษัทที่ได้คะแนนรวมสูงที่สุดในปัจจัยที่มีน้ำหนักสูง คือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
คำถามที่ต้องถาม Upline ก่อนตัดสินใจ
Upline ที่ดีพร้อมตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาและมีหลักฐานรองรับ
เรื่องรายได้:
- ในปีที่ผ่านมา คุณทำรายได้จากบริษัทนี้เฉลี่ยเดือนละเท่าไร (ขอดูหลักฐานได้ไหม)
- ต้นทุนรวมต่อเดือนของคุณอยู่ที่เท่าไร
- ใช้เวลากี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์เพื่อทำรายได้นั้น
เรื่องสินค้า:
- คุณใช้สินค้าของบริษัทเองไหม และใช้อะไรบ้าง
- สินค้าที่ขายดีที่สุดในทีมของคุณคืออะไรและทำไม
- เคยมีลูกค้าขอคืนสินค้าไหม และได้รับการแก้ไขอย่างไร
เรื่องการสนับสนุน:
- ถ้าฉันเจอปัญหาหลังสมัคร คุณพร้อมช่วยอย่างไร
- Training ที่บริษัทจัดให้มีอะไรบ้าง เข้าถึงได้ง่ายไหม
เรื่องเงื่อนไข:
- ถ้าฉันอยากยกเลิกสมาชิกหลัง 6 เดือน จะได้เงินคืนไหมและเท่าไร
- มีข้อผูกมัดอะไรที่ต้องระวังบ้าง
Upline ที่ตอบคำถามเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน โปร่งใส และมีหลักฐานรองรับ คือ Upline ที่น่าเชื่อถือ
Checklist สุดท้ายก่อนเซ็นสัญญา
ทำสิ่งเหล่านี้ให้ครบก่อนกดสมัครหรือเซ็นเอกสารใด ๆ
การตรวจสอบบริษัท
- ตรวจสอบการจดทะเบียนที่ www.dbd.go.th แล้ว
- ตรวจสอบสมาชิก TDSA ที่ www.tdsa.org แล้ว
- อ่าน Review จากแหล่งอิสระอย่างน้อย 3 แหล่งแล้ว
- ตรวจสอบประวัติบริษัทในต่างประเทศ (ถ้าเป็นบริษัทต่างชาติ)
การตรวจสอบสินค้าและแผนการตลาด
- ทดลองใช้สินค้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์แล้ว
- เปรียบเทียบราคากับสินค้าทดแทนในตลาดแล้ว
- อ่าน Compensation Plan ฉบับเต็มแล้ว
- ได้ดู IDS และเข้าใจรายได้เฉลี่ยจริงแล้ว
การตรวจสอบทางการเงิน
- คำนวณต้นทุนรวมต่อปีแล้ว
- คำนวณ Break Even Point แล้ว
- อ่านนโยบายคืนสินค้าและยกเลิกสมาชิกแล้ว
- ถาม Upline เรื่องรายได้จริงและขอดูหลักฐานแล้ว
การตรวจสอบส่วนตัว
- ยืนยันแล้วว่าสินค้าตรงกับกลุ่มลูกค้าที่คุณเข้าถึงได้
- ไม่ได้ถูกกดดันให้ตัดสินใจเร็วเกินไป
- ตัดสินใจเพราะต้องการจริง ๆ ไม่ใช่เพราะกลัวพลาด
สรุป: บริษัทที่ดีที่สุดคือบริษัทที่เหมาะกับคุณที่สุด
ไม่มีบริษัทขายตรงที่ “ดีที่สุดสำหรับทุกคน” สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกบริษัทขายตรงคือการพบบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ความน่าเชื่อถือขั้นต่ำทั้งหมด และเหมาะกับสินค้า เวลา เครือข่าย และเป้าหมายของคุณโดยเฉพาะ
ใช้เวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ในการตรวจสอบและเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ ความรีบร้อนในการสมัครไม่เคยเป็นสิ่งที่ดีในธุรกิจขายตรง แต่การเตรียมตัวอย่างรอบคอบตั้งแต่ต้นมักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ตรวจสอบบริษัทขายตรงได้จากที่ไหนบ้าง? A: ตรวจสอบได้จาก 3 แหล่งหลัก คือ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) สมาคมการขายตรงไทย (www.tdsa.org) และการค้นหา Review บน Google, Pantip และกลุ่ม Facebook ที่เกี่ยวข้อง
Q: ควรเลือกบริษัทขายตรงที่เป็น Single-Level หรือ MLM? A: ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ถ้าต้องการความเรียบง่ายและรายได้จากการขายสินค้าอย่างเดียว Single-Level เหมาะกว่า ถ้าต้องการสร้าง Passive Income ระยะยาวและพร้อมสร้างทีม MLM มีศักยภาพสูงกว่า แต่ต้องการความพยายามมากกว่าเช่นกัน
Q: บริษัทที่เพิ่งเปิดใหม่ในไทยน่าเลือกไหม? A: มีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทที่มีประวัติยาวนาน แต่ถ้าบริษัทมีประวัติดีในต่างประเทศนานหลายปี สินค้ามีคุณภาพพิสูจน์ได้ และแผนการตลาดโปร่งใส อาจเป็นโอกาสที่น่าพิจารณา เพราะตลาดยังไม่อิ่มตัว
Q: ต้องทดลองใช้สินค้าก่อนสมัครเสมอไหม? A: แนะนำอย่างยิ่ง เพราะความเชื่อมั่นในสินค้าที่มาจากประสบการณ์จริงคือรากฐานของการขายที่ดี และถ้าทดลองแล้วไม่ชอบ ดีกว่ารู้ตอนนี้ก่อนลงทุน
Q: ถ้าสมัครแล้วรู้สึกว่าเลือกผิด ทำอย่างไรได้บ้าง? A: ตามกฎหมายไทย คุณมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาและคืนสินค้าที่ยังไม่ได้ใช้ภายใน 7 วันนับจากวันทำสัญญา สำหรับกรณีที่เกินระยะเวลาดังกล่าว ให้ดูนโยบายยกเลิกสมาชิกของบริษัทซึ่งต้องอ่านให้ชัดเจนก่อนสมัคร
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น เงื่อนไขของบริษัทขายตรงแต่ละแห่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดโดยตรงกับบริษัทก่อนตัดสินใจสมัคร