รีวิว 10 บริษัทขายตรง MLM ชั้นนำในไทย
หลังจากดูอันดับยอดขายแล้ว คำถามต่อมาที่หลายคนอยากรู้คือ “แต่ละบริษัทเป็นใคร มีประวัติยังไง ขายอะไร และมีจุดเด่นจุดด้อยอะไรบ้าง”
บทความนี้รีวิวเจาะลึก 10 บริษัทขายตรงที่มียอดขายสูงสุดในไทยปี 2568 โดยอ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของแต่ละบริษัท รายงานข่าวที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ (สำหรับบริษัทที่จดทะเบียน) ไม่ใช่การคาดเดาหรือแต่งข้อมูลขึ้นมาเติม
สำหรับตัวเลขยอดขายและอันดับทั้งหมด อ้างอิงจาก 10 อันดับบริษัทขายตรงไทย ปี 2568 ซึ่งดึงข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าโดยตรง
หมายเหตุสำคัญก่อนอ่าน
บทความนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลสาธารณะเพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้เข้าร่วมธุรกิจใดเป็นการเฉพาะ ทุกบริษัทขายตรงมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง ผลลัพธ์ทางธุรกิจขึ้นอยู่กับความพยายาม ทักษะการขาย และปัจจัยตลาดของแต่ละคน ก่อนตัดสินใจควรตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)
1. แอมเวย์ (ประเทศไทย) — ผู้นำตลาดยาวนานที่สุด
ยอดขายปี 2568: 15,155 ล้านบาท | เว็บไซต์: amway.co.th
ประวัติและความเป็นมา
แอมเวย์ก่อตั้งในสหรัฐอเมริกาปี 1959 และเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2530 ถือเป็นหนึ่งในบริษัทขายตรงต่างชาติที่เก่าแก่ที่สุดในตลาดไทย และยังคงครองตำแหน่งอันดับ 1 ด้านยอดขายมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี
ผลิตภัณฑ์หลัก
กลุ่มผลิตภัณฑ์ของแอมเวย์ครอบคลุมหลายหมวด โดยมีแบรนด์ลูกที่เป็นที่รู้จักได้แก่ Nutrilite (อาหารเสริมจากพืชที่ปลูกในฟาร์มของตัวเอง) Artistry (เครื่องสำอางและสกินแคร์) และผลิตภัณฑ์ดูแลบ้านภายใต้แบรนด์ Amway Home
จุดแข็ง
ระบบฝึกอบรมที่เป็นที่ยอมรับในวงการ ฐานผู้บริโภคที่กว้างและแบรนด์ที่คนรู้จักในระดับสากล และมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมความต้องการพื้นฐานของผู้บริโภคในชีวิตประจำวัน
สิ่งที่ควรพิจารณา
ด้วยความที่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจในไทยมานานเกือบ 40 ปี ตลาดในหลายพื้นที่จึงมีความอิ่มตัวสูง การหาลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยรู้จักแบรนด์อาจทำได้ยากกว่าบริษัทที่เพิ่งเข้าสู่ตลาด
2. กิฟฟารีน — บริษัทไทยที่ใหญ่ที่สุดในตลาด
ยอดขายปี 2568: 3,749 ล้านบาท | เว็บไซต์: giffarine.com
ประวัติและความเป็นมา
กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ เป็นบริษัทขายตรงสัญชาติไทยที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000 และเติบโตจนกลายเป็นบริษัทขายตรงไทยที่มียอดขายสูงสุดในประเทศ
ผลิตภัณฑ์หลัก
ครอบคลุมผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ความงาม และของใช้ในชีวิตประจำวันที่หลากหลาย จุดเด่นสำคัญคือบริษัทมีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง ทำให้ควบคุมคุณภาพและบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จุดแข็ง
ราคาสินค้าที่เข้าถึงได้ง่ายเมื่อเทียบกับแบรนด์นำเข้า การตลาดที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคไทยอย่างลึกซึ้ง และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย
สิ่งที่ควรพิจารณา
เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีฐานตัวแทนกว้างขวางมาหลายสิบปี การสร้างความแตกต่างในตลาดที่มีตัวแทนกิฟฟารีนอยู่แล้วจำนวนมากอาจต้องใช้กลยุทธ์เฉพาะตัว
3. ซูเลียน — ผู้บุกเบิกจากเครื่องประดับสู่สุขภาพ
ยอดขายปี 2568: 2,134 ล้านบาท (เติบโต +8.61% จากปีก่อน) | เว็บไซต์: zhulian.co.th
ประวัติและความเป็นมา
บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี 2540 โดย ดร.ปิยะวัฒน์ จุลล์จักรวงศา ปัจจุบันดำเนินธุรกิจในไทยมาแล้วกว่า 28 ปี สินค้าเริ่มต้นของบริษัทคือเครื่องประดับทองคำเคลือบ ก่อนจะขยายสู่สินค้าอุปโภคบริโภคในเวลาต่อมา
ผลิตภัณฑ์หลัก
จุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัทคือการนำเข้า กาแฟโสม (Zhulian CoffeePlus) มาทำตลาดในปี 2541 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคไทย หลังจากนั้นบริษัทขยายสินค้าไปสู่ยาสีฟัน SmileOn เครื่องดื่มชนิดผง และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเพื่อสุขภาพ บ้านและที่อยู่อาศัย ผลิตภัณฑ์เพื่อร่างกาย และเข็มขัดเพื่อสุขภาพ M-Belt ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์จำหน่ายรวมกว่า 100 รายการ
จุดแข็ง
ซูเลียนมีโรงงานผลิตของตัวเองที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย ไม่ได้พึ่งพาการรับจ้างผลิต (OEM) ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ตลอดกระบวนการ และมีการลงทุนปรับตัวสู่ดิจิทัลผ่านกลยุทธ์ O2O (Offline to Online) ทั้งเว็บไซต์ แอปพลิเคชัน และ Social Commerce
สิ่งที่ควรพิจารณา
สินค้าหลักของบริษัทยังพึ่งพากาแฟโสมเป็นสัดส่วนใหญ่ของยอดขาย การกระจายความเสี่ยงไปยังกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นจึงเป็นโจทย์สำคัญสำหรับการเติบโตในระยะยาว
4. ซัมมิท ควีน — ผู้เล่นเฉพาะทางในตลาดชุดชั้นในเพื่อสุขภาพ
ยอดขายปี 2568: 658 ล้านบาท
ข้อมูลที่ตรวจสอบได้
ซัมมิท ควีน เป็นบริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุดชั้นในเพื่อสุขภาพและความงาม และรักษาตำแหน่งในอันดับต้น ๆ ของตลาดขายตรงไทยมาอย่างต่อเนื่องหลายปี
สิ่งที่ควรพิจารณา
ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของบริษัทนี้มีจำกัดเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นในลิสต์ ผู้ที่สนใจควรติดต่อสอบถามข้อมูลแผนธุรกิจและผลิตภัณฑ์โดยตรงจากบริษัท และตรวจสอบการจดทะเบียนผ่าน DBD DataWarehouse+ ก่อนตัดสินใจ
5. ยูนิซิตี้ — ผลิตภัณฑ์โภชนาการบนพื้นฐานวิทยาศาสตร์
ยอดขายปี 2568: 580 ล้านบาท (เติบโต +9.33% จากปีก่อน) | เว็บไซต์: unicity.com/tha
ประวัติและความเป็นมา
บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ก่อตั้งในประเทศไทยเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 เป็นหนึ่งในสาขาของบริษัทแม่ Unicity International ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา บริษัทแม่เกิดจากการรวมกิจการของ Rexall Showcase International และ Enrich International
ผลิตภัณฑ์หลัก
ผลิตภัณฑ์เริ่มต้นของยูนิซิตี้คือ Bios Life อาหารเสริมที่ช่วยควบคุมน้ำหนักและปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 400 รายการทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “Make Life Better” ครอบคลุมทั้งอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์ความงาม
จุดแข็ง
จุดขายหลักของยูนิซิตี้คือการอ้างอิงงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ บริษัทระบุว่ามีผลิตภัณฑ์ที่ถูกบันทึกใน Physicians’ Desk Reference (PDR) ซึ่งเป็นเอกสารอ้างอิงที่แพทย์และเภสัชกรในสหรัฐฯ ใช้ประกอบการให้คำปรึกษา
สิ่งที่ควรพิจารณา
เนื่องจากเป็นแบรนด์ที่เน้นความเป็นวิทยาศาสตร์และมีราคาสินค้าที่ค่อนข้างสูง ตลาดเป้าหมายจึงมักเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพอย่างจริงจังและมีกำลังซื้อระดับปานกลางถึงสูง
6. เฮอร์บาไลฟ์ — แบรนด์สากลด้านโภชนาการและควบคุมน้ำหนัก
ยอดขายปี 2568: 528 ล้านบาท | เว็บไซต์: herbalife.com/en-th
ประวัติและความเป็นมา
เฮอร์บาไลฟ์เป็นบริษัทขายตรงระดับโลกที่มีฐานธุรกิจในหลายประเทศ เน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนักและโภชนาการ
ผลิตภัณฑ์หลัก
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือเครื่องดื่มทดแทนมื้ออาหารและอาหารเสริมในกลุ่มควบคุมน้ำหนัก โดยมีโมเดลการขายผ่าน Nutrition Club ที่กระจายอยู่ในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นจุดนัดพบที่ลูกค้าสามารถมาดื่มเครื่องดื่มและพบปะกับชุมชนคนรักสุขภาพ
จุดแข็ง
แบรนด์ที่เป็นที่รู้จักระดับโลก มีฐานลูกค้าในกลุ่มคนรักสุขภาพและฟิตเนสที่แน่นแฟ้น และโมเดล Nutrition Club สร้างชุมชนที่ช่วยให้ลูกค้าซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่อง
สิ่งที่ควรพิจารณา
ในระดับสากล เฮอร์บาไลฟ์เคยเผชิญกับการตรวจสอบจากหน่วยงานกำกับดูแลในบางประเทศเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกิจ ผู้ที่สนใจควรศึกษาข้อมูลแผนการตลาดอย่างละเอียดและขอดู Income Disclosure Statement ก่อนตัดสินใจ
7. ซัคเซสมอร์ — แบรนด์ไทยที่เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
ยอดขายปี 2568: 500 ล้านบาท | เว็บไซต์: successmore.com
ประวัติและความเป็นมา
บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2555 โดย นพ.สิทธวีร์ เกียรติชวนันต์ และคุณนพกฤษฏิ์ นิธิเลิศวิจิตร เพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก จุดเริ่มต้นมาจากแนวคิดของคุณหมอสิทธวีร์ที่เห็นว่าการป้องกันโรคด้วยการดูแลสุขภาพสำคัญกว่าการรักษา จึงร่วมก่อตั้งธุรกิจอาหารเสริมในรูปแบบเครือข่าย จุดเด่นสำคัญคือบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จในปี 2562 ภายใต้ชื่อหุ้น SCM ซึ่งเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือที่บริษัทขายตรงทั่วไปไม่มี
ผลิตภัณฑ์หลัก
ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า ผลิตภัณฑ์ใช้ในชีวิตประจำวัน (แบรนด์ Body Cheer) ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดในครัวเรือน (แบรนด์ Neatly Home) ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี เช่น เครื่องกรองน้ำ Alkamag
จุดแข็ง
การเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำให้ต้องเปิดเผยงบการเงินและการดำเนินงานตามมาตรฐาน ก.ล.ต. ซึ่งสร้างความโปร่งใสในระดับที่สูงกว่าบริษัทขายตรงทั่วไป นอกจากนี้ยังมีโรงงานผลิตของตัวเองที่มีกำลังการผลิตกว่า 150,000 ชิ้นต่อเดือน และขยายธุรกิจไปแล้ว 6 ประเทศ
สิ่งที่ควรพิจารณา
ในฐานะบริษัทมหาชน ผลประกอบการและกลยุทธ์ธุรกิจอาจได้รับอิทธิพลจากแรงกดดันด้านผลตอบแทนนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วย ซึ่งต่างจากบริษัทขายตรงเอกชนทั่วไป
8. เลกาซี่ คอร์ป — บริษัทไทยรุ่นใหม่ที่เติบโตเร็ว
ยอดขายปี 2568: 483 ล้านบาท | เว็บไซต์: legacy.co.th
ข้อมูลที่ตรวจสอบได้
เลกาซี่ คอร์ป เป็นบริษัทขายตรงสัญชาติไทยที่ขึ้นมาอยู่ใน Top 10 ของตลาดได้อย่างรวดเร็วนับจากการก่อตั้ง ดำเนินธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม
สิ่งที่ควรพิจารณา
เนื่องจากเป็นบริษัทที่ค่อนข้างใหม่เมื่อเทียบกับผู้นำตลาดรายอื่น ข้อมูลประวัติศาสตร์และรายละเอียดเชิงลึกของบริษัทยังมีให้ค้นหาในที่สาธารณะไม่มากนัก ผู้ที่สนใจควรติดต่อขอข้อมูลแผนธุรกิจฉบับเต็มโดยตรงจากบริษัทก่อนตัดสินใจ
9. โอยราแพลนเน็ต — ผู้เล่นในตลาดเฉพาะทาง
ยอดขายปี 2568: 443 ล้านบาท
ข้อมูลที่ตรวจสอบได้
โอยราแพลนเน็ตเป็นบริษัทขายตรงที่รักษาฐานลูกค้าได้อย่างมั่นคงในกลุ่มผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง
สิ่งที่ควรพิจารณา
ข้อมูลสาธารณะเกี่ยวกับประวัติและรายละเอียดผลิตภัณฑ์ของบริษัทนี้ค่อนข้างจำกัด แนะนำให้ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงจากบริษัทและตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อนตัดสินใจเข้าร่วม
10. นูสกิน — เทคโนโลยี Anti-aging ระดับพรีเมียม
ยอดขายปี 2568: 423 ล้านบาท | เว็บไซต์: nuskin.com
ประวัติและความเป็นมา
นูสกินเป็นบริษัทขายตรงสัญชาติอเมริกันที่เน้นผลิตภัณฑ์ Anti-aging และความงามระดับพรีเมียม ดำเนินธุรกิจในไทยมาแล้วหลายสิบปีและมียอดขายทะลุหลักพันล้านบาทในบางปีที่ผ่านมา
ผลิตภัณฑ์หลัก
ผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือกลุ่ม ageLOC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่บริษัทพัฒนาขึ้นเพื่อชะลอวัย และอุปกรณ์ LumiSpa เครื่องมือทำความสะอาดผิวหน้าที่ผสานเทคโนโลยีเข้ากับสกินแคร์
จุดแข็ง
การลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเฉพาะที่จดสิทธิบัตร ทำให้สินค้ามีความแตกต่างจากสกินแคร์ทั่วไปในตลาดและสร้างฐานลูกค้าที่ภักดีในกลุ่มที่ใส่ใจเรื่องผิวพรรณ
สิ่งที่ควรพิจารณา
ราคาสินค้าอยู่ในระดับพรีเมียม ทำให้กลุ่มเป้าหมายมีความเฉพาะเจาะจงมากกว่าสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป
ตารางสรุปเปรียบเทียบ 10 บริษัท
| อันดับ | บริษัท | ปีก่อตั้งในไทย | กลุ่มสินค้าหลัก | จุดเด่น |
|---|---|---|---|---|
| 1 | แอมเวย์ | 2530 | สุขภาพ ความงาม บ้าน | แบรนด์ระดับโลก ระบบอบรมแข็งแกร่ง |
| 2 | กิฟฟารีน | ~2544 | สุขภาพ ความงาม | บริษัทไทยใหญ่สุด มีโรงงานเอง |
| 3 | ซูเลียน | 2540 | สุขภาพ เครื่องประดับ | มีโรงงานเอง เติบโต +8.61% |
| 4 | ซัมมิท ควีน | – | ชุดชั้นในสุขภาพ | ข้อมูลจำกัด |
| 5 | ยูนิซิตี้ | 2545 | โภชนาการวิทยาศาสตร์ | อ้างอิงงานวิจัย PDR |
| 6 | เฮอร์บาไลฟ์ | – | ควบคุมน้ำหนัก | แบรนด์สากล Nutrition Club |
| 7 | ซัคเซสมอร์ | 2555 | สุขภาพ ความงาม เกษตร | เข้าตลาดหลักทรัพย์ (SCM) |
| 8 | เลกาซี่ คอร์ป | – | สุขภาพ ความงาม | บริษัทไทยรุ่นใหม่ |
| 9 | โอยราแพลนเน็ต | – | เฉพาะทาง | ข้อมูลจำกัด |
| 10 | นูสกิน | – | Anti-aging | เทคโนโลยีจดสิทธิบัตร |
วิธีใช้รีวิวนี้ประกอบการตัดสินใจ
รีวิวนี้ให้ภาพรวมของแต่ละบริษัท แต่ ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายว่าบริษัทไหนดีที่สุด เพราะความเหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยส่วนตัวของแต่ละคน
ขั้นตอนที่แนะนำก่อนตัดสินใจ
ตรวจสอบสถานะการจดทะเบียนของบริษัทที่สนใจผ่าน DBD DataWarehouse+ ขอเอกสารแผนการตลาดฉบับเต็มและ Income Disclosure Statement จากบริษัทโดยตรง ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจเป็นตัวแทน และพูดคุยกับตัวแทนหลายระดับ ไม่ใช่แค่คนที่ชักชวนคุณเพียงคนเดียว
อ่านกรอบการประเมินแบบละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิธีเลือกบริษัทขายตรง และ บริษัทขายตรงที่น่าเชื่อถือดูยังไง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: บริษัทขายตรงไหนในไทยน่าเชื่อถือที่สุด? A: ไม่มีคำตอบเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน บริษัทใน Top 10 ที่กล่าวถึงในบทความนี้ล้วนมียอดขายและการดำเนินงานที่ตรวจสอบได้ผ่านกรมพัฒนาธุรกิจการค้า แต่ความเหมาะสมยังขึ้นอยู่กับสินค้า แผนการตลาด และเป้าหมายส่วนตัวของแต่ละคน
Q: ทำไมบางบริษัทในลิสต์มีข้อมูลน้อยกว่าบริษัทอื่น? A: บริษัทขายตรงในไทยไม่ทุกแห่งเป็นบริษัทมหาชนหรือเผยแพร่ข้อมูลประวัติองค์กรต่อสาธารณะมากเท่ากัน บางแห่งเน้นการสื่อสารผ่านเครือข่ายตัวแทนมากกว่าสื่อสาธารณะ ผู้ที่สนใจควรติดต่อขอข้อมูลโดยตรงจากบริษัท
Q: ยอดขายสูงหมายความว่าตัวแทนจะมีรายได้ดีไหม? A: ไม่จำเป็น ยอดขายรวมของบริษัทไม่ได้สะท้อนรายได้เฉลี่ยของตัวแทนแต่ละคน ควรขอดู Income Disclosure Statement ของบริษัทที่สนใจเพื่อดูตัวเลขรายได้จริงในแต่ละระดับ
Q: บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อย่างซัคเซสมอร์น่าเชื่อถือกว่าบริษัทอื่นไหม? A: การเป็นบริษัทมหาชนทำให้ต้องเปิดเผยข้อมูลทางการเงินตามมาตรฐาน ก.ล.ต. ซึ่งเพิ่มความโปร่งใสในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่าตัวแทนทุกคนจะประสบความสำเร็จ ความน่าเชื่อถือของบริษัทกับความสำเร็จในการทำธุรกิจของแต่ละบุคคลเป็นเรื่องที่แยกจากกัน
Q: ควรเลือกบริษัทใหญ่หรือบริษัทเล็กที่กำลังเติบโต? A: ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย บริษัทใหญ่มีแบรนด์ที่น่าเชื่อถือและระบบสนับสนุนที่ครบครันแต่ตลาดอาจอิ่มตัว บริษัทขนาดเล็กที่เติบโตเร็วมีโอกาสมากกว่าสำหรับคนที่เข้าร่วมตั้งแต่ช่วงต้น แต่ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือให้ละเอียดกว่าเพราะมีประวัติให้ตรวจสอบน้อยกว่า
ข้อมูลในบทความนี้รวบรวมจากเว็บไซต์ทางการของแต่ละบริษัท รายงานข่าวที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอดขายอ้างอิงจาก กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ไม่ใช่การรับรองหรือแนะนำให้เข้าร่วมธุรกิจใดเป็นการเฉพาะ ผลลัพธ์ทางธุรกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการและไม่มีการรับประกัน ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองก่อนตัดสินใจ