ภาษีธุรกิจขายตรง/MLM ต้องเสียอะไรบ้าง? เรื่องที่นักขายตรงมักมองข้าม
หลายคนทำขายตรงหรือ MLM มาหลายเดือนหรือหลายปี แต่ไม่เคยคิดเรื่องภาษีอย่างจริงจัง บางคนคิดว่า “รายได้น้อย ไม่ต้องเสียภาษีหรอก” บางคนคิดว่า “บริษัทหักให้แล้ว” ซึ่งทั้งสองความเข้าใจนี้อาจผิดและนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้
ความจริงคือ รายได้จากขายตรงและ MLM ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายไทย ไม่ว่าจะเป็นรายได้เสริมเล็ก ๆ หรือรายได้หลักก็ตาม (ถ้ากำลังพิจารณาว่าจะทำ MLM เป็นอาชีพหลักหรือไม่ อ่าน MLM เป็นอาชีพได้จริงไหม ควบคู่ไปด้วย เพราะภาระภาษีเป็นหนึ่งในต้นทุนที่ต้องคำนวณก่อนตัดสินใจ)
บทความนี้จะอธิบายให้ชัดว่ารายได้จากขายตรงจัดเป็นเงินได้ประเภทไหน ต้องยื่นแบบภาษีอะไร คำนวณอย่างไร และข้อผิดพลาดที่นักขายตรงมักพลาดจนเสียเงินเกินจำเป็นหรือถูกประเมินภาษีย้อนหลัง
รายได้จากขายตรง/MLM จัดเป็นเงินได้ประเภทไหน
ก่อนคำนวณภาษี ต้องเข้าใจก่อนว่ารายได้ของคุณจัดอยู่ในหมวดไหนตามประมวลรัษฎากร เพราะส่งผลต่อวิธีหักค่าใช้จ่ายและแบบฟอร์มที่ต้องยื่น
กรณีที่ 1: ทำขายตรงเป็นรายได้เสริม (มีงานประจำด้วย)
ถ้าคุณมีเงินเดือนจากงานประจำ (เงินได้ตามมาตรา 40(1)) และมีรายได้เพิ่มจากการขายสินค้าขายตรง (ส่วนใหญ่จัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ลักษณะการค้าขาย) คุณมีรายได้มากกว่าหนึ่งประเภท
กรณีที่ 2: ทำขายตรง/MLM เป็นอาชีพหลัก
รายได้จากการขายสินค้าและค่าคอมมิชชั่นจากทีมจัดเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(8) ในลักษณะการค้าหรือธุรกิจ ซึ่งต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (รายได้จากค่าคอมมิชชั่นทีมที่เป็น Passive Income ก็ยังต้องเสียภาษีเช่นกัน อ่านเพิ่มเติมที่ Passive Income จากธุรกิจเครือข่าย สร้างได้จริงไหม)
กรณีที่ 3: ได้รับเงินในรูปแบบที่บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว
บริษัทขายตรงหลายแห่งหักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าคอมมิชชั่นก่อนโอนให้ตัวแทน แต่การหัก ณ ที่จ่ายนี้ ไม่ใช่การเสียภาษีที่สมบูรณ์ เป็นเพียงการชำระภาษีล่วงหน้าเท่านั้น คุณยังต้องนำรายได้ทั้งหมดมายื่นแบบและคำนวณภาษีประจำปีอยู่ดี
ต้องยื่นแบบภาษีอะไร: ภ.ง.ด. 90 หรือ 91
นี่คือจุดที่นักขายตรงมือใหม่สับสนมากที่สุด
ภ.ง.ด. 91 — สำหรับคนที่มีรายได้จากเงินเดือนเพียงอย่างเดียว
ใช้สำหรับผู้ที่มีเงินได้ตามมาตรา 40(1) เพียงอย่างเดียว นั่นคือเงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส โดยไม่มีรายได้อื่น
ถ้าคุณทำขายตรงและมีรายได้จากการขายด้วย คุณ “ไม่สามารถ” ยื่น ภ.ง.ด. 91 ได้อีกต่อไป ต้องเปลี่ยนไปยื่น ภ.ง.ด. 90 แทน
ภ.ง.ด. 90 — สำหรับคนที่มีรายได้หลายประเภทหรือรายได้จากการค้าขาย
ใช้สำหรับผู้ที่มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1) ถึง (8) ซึ่งครอบคลุมทั้งคนที่มีเงินเดือนพ่วงกับรายได้จากขายตรง และคนที่ทำขายตรงเป็นอาชีพหลักโดยไม่มีเงินเดือนเลย
เกณฑ์ที่ต้องยื่นภาษี: บุคคลโสดที่มีเงินได้ประเภทอื่นนอกจากเงินเดือนเกิน 60,000 บาทต่อปี ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 แม้คำนวณแล้วไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มก็ตาม
ภ.ง.ด. 94 — ภาษีครึ่งปีสำหรับผู้มีรายได้จากการค้า
ผู้ที่มีรายได้ตามมาตรา 40(8) เช่น รายได้จากการขายตรง/MLM ในรูปแบบลักษณะการค้า อาจมีหน้าที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 94 เพื่อชำระภาษีล่วงหน้าครึ่งปี ก่อนจะนำมารวมยื่นประจำปีอีกครั้งใน ภ.ง.ด. 90
วิธีคำนวณภาษีเงินได้จากขายตรง/MLM แบบขั้นบันได
ประเทศไทยใช้ระบบภาษีก้าวหน้า (Progressive Tax) คือยิ่งมีรายได้สุทธิสูง อัตราภาษีก็สูงขึ้นตามขั้นบันได ตั้งแต่ 0% ถึง 35%
ขั้นตอนที่ 1: รวมรายได้ทั้งปี
รวมรายได้จากทุกแหล่งตลอดปีภาษี ทั้งเงินเดือน (ถ้ามี) และรายได้จากการขายสินค้าและค่าคอมมิชชั่นจาก MLM
ขั้นตอนที่ 2: หักค่าใช้จ่าย
สำหรับเงินได้ตามมาตรา 40(8) (รายได้จากการค้าขาย) สามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 วิธี
วิธีเหมาจ่าย หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาตามอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับเงินได้ประเภทนั้น โดยไม่ต้องมีหลักฐาน
วิธีหักตามจริง หักค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริงและพิสูจน์ได้ เช่น ค่าสินค้าที่ซื้อมาขาย ค่ายอดซื้อขั้นต่ำรายเดือน ค่าเดินทาง ค่าการตลาด โดยต้องมีหลักฐานใบเสร็จครบถ้วน (ดูรายการต้นทุนทั้งหมดที่นักขายตรงมักมีได้ที่ ขายตรงต้องลงทุนเท่าไหร่ เพื่อใช้ประกอบการคำนวณค่าใช้จ่ายตามจริง)
คำแนะนำ: ถ้าค่าใช้จ่ายจริงของคุณสูงกว่าอัตราเหมา (เช่น ซื้อสินค้ามาขายต่อในราคาที่ Margin ไม่สูงมาก) การหักตามจริงอาจช่วยลดภาษีได้มากกว่า แต่ต้องเก็บเอกสารให้ครบ
ขั้นตอนที่ 3: หักค่าลดหย่อน
หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว สามารถหักค่าลดหย่อนส่วนตัวและรายการอื่นที่มีสิทธิ์ เช่น ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท ค่าลดหย่อนคู่สมรส ค่าลดหย่อนบุตร เงินสมทบประกันสังคม และเงินลงทุนกองทุนลดหย่อนภาษีต่าง ๆ
ขั้นตอนที่ 4: คำนวณภาษีตามขั้นบันได
เงินได้สุทธิ = รายได้ทั้งปี − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน
จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปคำนวณภาษีตามอัตราขั้นบันได โดยเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรกได้รับการยกเว้นภาษี ส่วนที่เกินจะเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้นตามช่วงรายได้ ไปจนถึงอัตราสูงสุด 35% สำหรับเงินได้สุทธิส่วนที่เกิน 5 ล้านบาท
ตัวอย่างการคำนวณแบบง่าย
สมมตินักขายตรงมีรายได้จากการขายสินค้าและค่าคอมมิชชั่นรวมทั้งปี 400,000 บาท เลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 200,000 บาท (ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ที่แท้จริง) เหลือ 200,000 บาท หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 140,000 บาท ซึ่งอยู่ในช่วงที่ได้รับยกเว้นภาษี (150,000 บาทแรก) ทำให้ไม่มีภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม
ตัวเลขจริงของแต่ละคนแตกต่างกันมากตามประเภทเงินได้ที่แท้จริงและค่าลดหย่อนที่มีสิทธิ์ แนะนำให้ใช้โปรแกรมคำนวณภาษีของกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีเพื่อความแม่นยำ
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): เมื่อไรที่นักขายตรงต้องจดทะเบียน
นี่คือภาษีอีกประเภทที่นักขายตรงระดับสูงมักมองข้าม
ถ้ารายได้จากการขายสินค้าและบริการของคุณเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี กฎหมายกำหนดให้ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้ถึงเกณฑ์ มิฉะนั้นจะมีโทษเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
สำหรับนักขายตรงและตัวแทน MLM ระดับสูงที่มีทีมใหญ่และยอดขายสะสมสูง ตัวเลขนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ควรติดตามยอดขายสะสมของตัวเองตลอดปีเพื่อไม่ให้พลาดกำหนดเวลาจดทะเบียน
ถ้าจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ภาษีต่างจากบุคคลธรรมดาอย่างไร
นักขายตรงระดับสูงบางคนเลือกจดทะเบียนเป็นบริษัทเพื่อบริหารภาษีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
บุคคลธรรมดา เสียภาษีจากเงินได้สุทธิแบบขั้นบันได 0-35%
นิติบุคคล เสียภาษีจากกำไรสุทธิทางภาษีในอัตราคงที่ 20% หรือสำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิพิเศษคือ กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้นภาษี ส่วน 300,001-3,000,000 บาท เสียภาษี 15% และส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสียภาษี 20%
การเลือกว่าจะอยู่ในรูปบุคคลธรรมดาหรือจดทะเบียนนิติบุคคลขึ้นอยู่กับขนาดรายได้และโครงสร้างค่าใช้จ่ายของแต่ละคน ผู้ที่มีรายได้สูงมากและมีค่าใช้จ่ายทางธุรกิจที่พิสูจน์ได้ชัดเจนอาจได้ประโยชน์จากการจดทะเบียนนิติบุคคลมากกว่า ควรปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ
ข้อผิดพลาดที่นักขายตรงมักพลาดเรื่องภาษี
ความผิดพลาดที่ 1: คิดว่ารายได้น้อยไม่ต้องยื่นภาษี
แม้รายได้จะน้อย แต่ถ้าเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด (60,000 บาทต่อปีสำหรับคนโสดที่มีรายได้นอกเหนือเงินเดือน) ก็ต้องยื่นแบบภาษี แม้คำนวณแล้วไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มก็ตาม การไม่ยื่นแบบทั้งที่มีหน้าที่ต้องยื่นถือว่าผิดกฎหมาย
ความผิดพลาดที่ 2: ไม่เก็บหลักฐานค่าใช้จ่าย
นักขายตรงจำนวนมากเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาเพราะไม่อยากเก็บเอกสาร แต่ในบางกรณีค่าใช้จ่ายจริงอาจสูงกว่าอัตราเหมามาก การไม่เก็บหลักฐานทำให้เสียโอกาสประหยัดภาษีไปโดยไม่จำเป็น
ความผิดพลาดที่ 3: ไม่รวมรายได้จากทุกบริษัทที่ทำขายตรงด้วย
ถ้าทำขายตรงหรือ MLM กับหลายบริษัทพร้อมกัน ต้องรวมรายได้จากทุกแหล่งมายื่นภาษีในแบบเดียวกัน ไม่ใช่แยกยื่นทีละบริษัท
ความผิดพลาดที่ 4: เข้าใจผิดว่าหัก ณ ที่จ่ายแล้วไม่ต้องยื่นภาษีอีก
การหักภาษี ณ ที่จ่ายที่บริษัทหักไว้เป็นแค่การชำระภาษีล่วงหน้า ไม่ใช่การปิดภาระภาษีทั้งหมด ยังต้องนำรายได้มารวมยื่นแบบประจำปีและคำนวณภาษีให้ครบ ถ้าคำนวณแล้วชำระไว้เกินก็สามารถขอคืนได้
ความผิดพลาดที่ 5: ไม่ติดตามยอดขายสะสมเทียบเกณฑ์ VAT
นักขายตรงระดับสูงที่ทีมโตเร็วอาจมียอดขายข้ามเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทโดยไม่รู้ตัว การไม่จดทะเบียน VAT ตามกำหนดมีโทษเบี้ยปรับและเงินเพิ่มที่สะสมไปเรื่อย ๆ
ตารางสรุปภาระภาษีตามสถานการณ์
| สถานการณ์ | แบบภาษีที่ต้องยื่น | สิ่งที่ต้องระวัง |
|---|---|---|
| มีเงินเดือน + ขายตรงเสริม | ภ.ง.ด. 90 (ไม่ใช่ 91) | ต้องรวมรายได้ทั้งสองทาง |
| ทำขายตรง/MLM เต็มเวลา | ภ.ง.ด. 90 (+ 94 ครึ่งปี) | เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายให้เหมาะ |
| ยอดขายเกิน 1.8 ล้าน/ปี | จดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน | มีโทษถ้าจดทะเบียนช้า |
| รายได้สูงมาก พิจารณาจดนิติบุคคล | ภ.ง.ด. 50 (ถ้าจดบริษัท) | ปรึกษานักบัญชีก่อนตัดสินใจ |
วิธียื่นภาษีออนไลน์สำหรับนักขายตรง
ขั้นตอนที่ 1: เข้าเว็บไซต์กรมสรรพากร
เข้า www.rd.go.th เลือกเมนู “ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา” หรือ “ยื่นแบบทุกประเภท”
ขั้นตอนที่ 2: เข้าสู่ระบบ
เข้าสู่ระบบด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรหรือผ่าน Digital ID
ขั้นตอนที่ 3: เลือกแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้อง
เลือก ภ.ง.ด. 90 หากมีรายได้จากขายตรงร่วมกับรายได้ประเภทอื่น
ขั้นตอนที่ 4: กรอกรายได้และเลือกวิธีหักค่าใช้จ่าย
กรอกรายได้จากเงินเดือน (ถ้ามี) และรายได้จากการขายตรง/ค่าคอมมิชชั่น แล้วเลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะกับสถานการณ์ของคุณ
ขั้นตอนที่ 5: กรอกค่าลดหย่อนและยืนยันการยื่นแบบ
ตรวจสอบรายการลดหย่อนที่มีสิทธิ์ คำนวณภาษีที่ต้องชำระหรือขอคืน แล้วยืนยันการยื่นแบบ
การยื่นภาษีออนไลน์ทำได้ตลอด 24 ชั่วโมง และมักได้รับสิทธิ์ขยายเวลายื่นแบบมากกว่าการยื่นแบบกระดาษ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประกาศของกรมสรรพากรในแต่ละปี
สรุป: ภาษีคือส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจขายตรงอย่างมืออาชีพ
รายได้จากขายตรงและ MLM ไม่ว่าจะเป็นรายได้เสริมเล็ก ๆ หรือรายได้หลัก ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมายไทย จุดสำคัญที่ต้องจำคือ
หากมีรายได้จากขายตรงร่วมกับเงินเดือน ต้องเปลี่ยนจากการยื่น ภ.ง.ด. 91 เป็น ภ.ง.ด. 90 เลือกวิธีหักค่าใช้จ่ายที่เหมาะกับสถานการณ์ของตัวเองระหว่างแบบเหมาและแบบตามจริง ติดตามยอดขายสะสมเทียบกับเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านบาทต่อปี และไม่เข้าใจผิดว่าการหักภาษี ณ ที่จ่ายคือการเสียภาษีที่สมบูรณ์แล้ว
การจัดการภาษีอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นไม่เพียงป้องกันปัญหาทางกฎหมาย แต่ยังช่วยให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจที่แท้จริงว่ากำไรสุทธิหลังภาษีเป็นเท่าไร ซึ่งสำคัญมากสำหรับการวางแผนธุรกิจในระยะยาว (อ่านปัจจัยอื่นที่ควรพิจารณาก่อนเริ่มธุรกิจขายตรงได้ที่ วิธีเลือกบริษัทขายตรง)
สำหรับสถานการณ์ที่ซับซ้อนหรือรายได้จำนวนมาก แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีโดยตรง เพราะกฎหมายภาษีมีรายละเอียดและการตีความที่เปลี่ยนแปลงได้ตามแต่ละกรณี
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ทำขายตรงรายได้เดือนละ 5,000 บาท ต้องเสียภาษีไหม? A: ต้องพิจารณารายได้รวมทั้งปีและประเภทเงินได้ ถ้ารายได้จากขายตรงทั้งปีเกิน 60,000 บาท (สำหรับคนโสดที่ไม่มีรายได้อื่น) มีหน้าที่ต้องยื่นแบบภาษี แม้คำนวณแล้วอาจไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มเนื่องจากอยู่ในช่วงที่ได้รับยกเว้น
Q: บริษัทขายตรงหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว ยังต้องยื่นภาษีอีกไหม? A: ต้องยื่น การหัก ณ ที่จ่ายเป็นเพียงการชำระภาษีล่วงหน้า คุณยังต้องนำรายได้ทั้งหมดมารวมยื่นแบบประจำปีเพื่อคำนวณภาษีที่ถูกต้อง หากชำระไว้เกินสามารถขอคืนได้
Q: ขายตรงพร้อมกันหลายบริษัท ต้องยื่นภาษีแยกกันไหม? A: ไม่ต้องแยก ต้องรวมรายได้จากทุกบริษัทที่ทำขายตรงมายื่นในแบบภาษีเดียวกันสำหรับปีภาษีนั้น
Q: ควรหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาหรือแบบตามจริงดีกว่า? A: ขึ้นอยู่กับตัวเลขจริงของแต่ละคน หากมีค่าใช้จ่ายในการทำธุรกิจสูง เช่น ซื้อสินค้ามาขายต่อในราคาที่ Margin ไม่มาก การหักตามจริงอาจให้ภาษีที่ต่ำกว่า แต่ต้องมีหลักฐานครบถ้วน แนะนำให้คำนวณเปรียบเทียบทั้งสองวิธีก่อนเลือก
Q: ยอดขายทีม MLM ทั้งหมดต้องนับรวมเป็นรายได้ของฉันไหม? A: ไม่ใช่ ยอดขายของทีมไม่ใช่รายได้ของคุณทั้งหมด สิ่งที่ต้องนำมาคำนวณภาษีคือค่าคอมมิชชั่นและรายได้ที่คุณได้รับจริงจากยอดขายของทีม ไม่ใช่ยอดขายรวมทั้งหมดของทีม
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางภาษีหรือกฎหมายที่ใช้แทนการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ กฎหมายภาษีอาจมีการเปลี่ยนแปลงและการตีความที่แตกต่างกันตามแต่ละกรณี ควรปรึกษานักบัญชีหรือกรมสรรพากรโดยตรงสำหรับสถานการณ์เฉพาะของท่าน ข้อมูลอ้างอิง: กรมสรรพากร