Skip to content

MLM กับแชร์ลูกโซ่ต่างกันอย่างไร?

MLM กับแชร์ลูกโซ่ต่างกันอย่างไร? คำถามที่ทุกคนควรรู้คำตอบ

“อันนี้ MLM หรือแชร์ลูกโซ่กันแน่?”

ประโยคนี้ถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน ทั้งในกลุ่ม Facebook ใน Pantip ในบทสนทนาระหว่างเพื่อน และในหัวของคนที่กำลังถูกชักชวนให้เข้าร่วมธุรกิจบางอย่าง

ความสับสนนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ ทั้งสองรูปแบบมีหน้าตาคล้ายกันมากจากภายนอก มีโครงสร้างที่คล้ายกัน มีการชักชวนคนเข้าร่วมเหมือนกัน และมีการพูดถึงรายได้เหมือนกัน แต่ความแตกต่างภายในนั้น ใหญ่มากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณได้ ทั้งในทางที่ดีและทางที่เลวร้าย

บทความนี้จะอธิบายความแตกต่างระหว่าง MLM กับแชร์ลูกโซ่อย่างชัดเจนที่สุด ตั้งแต่นิยาม หลักการ ตัวอย่างจริง ไปจนถึงสัญญาณอันตรายที่ต้องรู้จักก่อนตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจใด ๆ


ทำความเข้าใจ MLM ก่อน

MLM ย่อมาจาก Multi-Level Marketing หรือการตลาดแบบหลายระดับ คือรูปแบบธุรกิจที่บริษัทจำหน่ายสินค้าหรือบริการผ่านเครือข่ายตัวแทนอิสระ โดยตัวแทนสร้างรายได้ได้จากสองทาง

ทางที่ 1: กำไรจากการขายสินค้าหรือบริการโดยตรงให้กับลูกค้าปลายทาง ทางที่ 2: ค่าคอมมิชชั่นจากยอดขายของทีมงานที่ตนแนะนำเข้ามา

MLM ที่ถูกกฎหมายดำเนินธุรกิจได้เพราะมี สินค้าหรือบริการจริงที่มีคุณค่า ผู้บริโภคซื้อเพราะต้องการสินค้า ไม่ใช่เพื่อเข้าร่วมระบบ

ตัวอย่างบริษัท MLM ที่จดทะเบียนถูกต้องในไทย เช่น Amway, Giffarine, Herbalife, Forever Living ล้วนมีสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อใช้จริงและสามารถซื้อได้โดยไม่ต้องสมัครเป็นตัวแทน


แชร์ลูกโซ่คืออะไร?

แชร์ลูกโซ่ หรือ Pyramid Scheme คือรูปแบบธุรกิจที่ รายได้หลักมาจากการชักชวนสมาชิกใหม่ให้จ่ายเงินเข้าระบบ ไม่ใช่จากการขายสินค้าหรือบริการที่มีคุณค่าจริง

โครงสร้างทำงานแบบนี้คือ ผู้เข้าร่วมคนแรกชวนคนอื่นมาจ่ายเงิน แล้วได้ส่วนแบ่งจากเงินที่คนใหม่จ่าย คนใหม่ก็ต้องชวนคนอื่นมาอีกเพื่อได้เงินคืน วนซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

ปัญหาคณิตศาสตร์ที่หนีไม่พ้น: ถ้าแต่ละคนต้องชวนมา 5 คน รุ่นที่ 1 ต้องมี 5 คน รุ่นที่ 2 ต้องมี 25 คน รุ่นที่ 3 ต้องมี 125 คน รุ่นที่ 10 ต้องมีเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งเกินกว่าจำนวนประชากรไทยทั้งประเทศ ระบบจึงต้องล้มสลายเองในที่สุด และคนที่เข้ามาทีหลังคือคนที่ขาดทุน


ความแตกต่างหลัก 8 ข้อ ระหว่าง MLM กับแชร์ลูกโซ่

ข้อที่ 1: สินค้าและบริการ — หัวใจของความแตกต่าง

MLM ที่ถูกกฎหมายแชร์ลูกโซ่
สินค้ามีจริง มีคุณค่า ขายให้ผู้บริโภคทั่วไปได้ไม่มี หรือมีแค่เป็นข้ออ้าง
ราคาสินค้าสมเหตุสมผลกับตลาดแพงเกินจริงเพื่อซ่อนค่าสมัคร
การซื้อสินค้าลูกค้าซื้อเพราะต้องการสินค้าต้องซื้อเพื่อรักษาสิทธิ์ในระบบ

ทดสอบง่าย ๆ: ถามว่า “ถ้าไม่ได้ค่าคอมมิชชั่นใด ๆ เลย คุณยังจะซื้อสินค้านี้ในราคานี้ไหม?” ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นคือสัญญาณอันตราย

ข้อที่ 2: แหล่งรายได้หลัก

ในธุรกิจ MLM ที่ดี รายได้หลักต้องมาจากยอดขายสินค้าให้ผู้บริโภคจริง ๆ ไม่ใช่จากค่าสมัครสมาชิก ค่าชุดเริ่มต้น หรือการชักชวนคนใหม่เข้ามา

ในแชร์ลูกโซ่ รายได้มาจากเงินที่สมาชิกใหม่จ่ายเข้ามา เมื่อไม่มีสมาชิกใหม่ ระบบก็หยุดเดิน และคนที่อยู่ล่างสุดของโครงสร้างเสียเงินทั้งหมด

ข้อที่ 3: ความยั่งยืนของโมเดลธุรกิจ

MLM ที่ขายสินค้าจริงสามารถดำรงอยู่ได้ไม่มีกำหนด เพราะตราบใดที่ผู้บริโภคยังต้องการสินค้า ธุรกิจก็ยังเดินต่อได้ บริษัทอย่าง Amway ดำเนินธุรกิจมากกว่า 60 ปีแล้ว

แชร์ลูกโซ่มีวันตาย กำหนดได้จากคณิตศาสตร์ล้วน ๆ เมื่อหาสมาชิกใหม่ไม่ได้อีกต่อไป ระบบก็ล้มครืน และคนส่วนใหญ่สูญเสียเงิน

ข้อที่ 4: นโยบายคืนสินค้า

MLM ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายไทยต้องมีนโยบายรับคืนสินค้าที่ชัดเจนและเป็นธรรม ผู้บริโภคมีสิทธิ์คืนสินค้าที่ซื้อจากการขายตรงภายใน 7 วัน ตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545

แชร์ลูกโซ่มักไม่มีนโยบายคืนเงิน หรือถ้ามีก็มีเงื่อนไขที่ทำให้การคืนเงินแทบเป็นไปไม่ได้

ข้อที่ 5: โครงสร้างค่าตอบแทน

MLM ที่ดีมีโครงสร้างค่าตอบแทนที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยค่าคอมมิชชั่นจากทีมงานเป็นส่วนเสริม ไม่ใช่รายได้หลัก

แชร์ลูกโซ่มักออกแบบค่าตอบแทนให้ดูน่าสนใจมากในระยะสั้น เพื่อดึงดูดให้คนชักชวนคนใหม่เข้ามาเร็ว ๆ แต่พอมองดูโครงสร้างจริง ๆ รายได้ทั้งหมดมาจากเงินที่คนใหม่จ่ายเข้า

ข้อที่ 6: การบังคับซื้อสต็อกสินค้า

MLM ที่ถูกกฎหมายไม่บังคับให้ตัวแทนซื้อสินค้าในปริมาณมากเกินความจำเป็น หรือถ้ามียอดซื้อขั้นต่ำก็ต้องสมเหตุสมผลกับยอดขายที่ทำได้จริง

แชร์ลูกโซ่มักบังคับให้ซื้อสินค้าหรือ “ชุดสมาชิก” ราคาแพงเพื่อรักษาสิทธิ์รับค่าคอมมิชชั่น ซึ่งทำให้ตัวแทนแบกรับความเสี่ยงทางการเงินสูงมาก

ข้อที่ 7: การลงทะเบียนและความโปร่งใส

MLM ที่ถูกกฎหมายในไทยต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติขายตรงฯ และหลายบริษัทเป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย (TDSA)

แชร์ลูกโซ่ไม่สามารถจดทะเบียนได้เพราะผิดกฎหมาย จึงมักทำงานอย่างลับ ๆ เปลี่ยนชื่อหรือรูปแบบบ่อย ๆ เมื่อถูกสอดส่อง

ข้อที่ 8: สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหยุดรับสมาชิกใหม่

ทดสอบได้โดยถามว่า “ถ้าวันนี้ไม่มีใครสมัครสมาชิกใหม่เลย ธุรกิจยังอยู่ได้ไหม?”

MLM ที่ขายสินค้าจริง: ตอบว่า ได้ เพราะยังมียอดขายสินค้าจากลูกค้าประจำ แชร์ลูกโซ่: ตอบว่า ไม่ได้ เพราะระบบหยุดทันทีเมื่อไม่มีเงินใหม่ไหลเข้า


ตารางเปรียบเทียบ MLM กับแชร์ลูกโซ่

ลักษณะMLM ถูกกฎหมายแชร์ลูกโซ่
สินค้า/บริการจริง✅ มี❌ ไม่มี หรือเป็นข้ออ้าง
รายได้หลักมาจากการขายสินค้าค่าสมัครสมาชิกใหม่
นโยบายคืนสินค้า✅ มีและเป็นธรรม❌ ไม่มีหรือเป็นไปไม่ได้
จดทะเบียนถูกต้อง✅ ใช่❌ ไม่ได้ (ผิดกฎหมาย)
ยั่งยืนได้✅ ใช่❌ ต้องล้มสลายในที่สุด
ถ้าหยุดสมัครสมาชิกใหม่ยังดำเนินต่อได้ระบบพัง
กฎหมายไทยถูกกฎหมายผิดกฎหมาย
ผู้ที่ขาดทุนส่วนน้อย (คนที่ไม่พยายาม)ส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะคนที่เข้ามาทีหลัง)

7 สัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่านี่คือแชร์ลูกโซ่ ไม่ใช่ MLM

นี่คือ Checklist ที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจใด ๆ

🚩 สัญญาณที่ 1: สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติในเวลาสั้น

“เดือนแรกได้ 50,000 บาท” หรือ “ลงทุน 10,000 ได้คืน 100,000 ใน 3 เดือน” คือประโยคที่ต้องหยุดฟังและตั้งคำถามทันที ผลตอบแทนที่สูงเกินจริงโดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลคือสัญญาณคลาสสิกของแชร์ลูกโซ่

🚩 สัญญาณที่ 2: รายได้มาจากการสมัครสมาชิก ไม่ใช่ยอดขายสินค้า

ถ้าค่าตอบแทนหลักที่พูดถึงคือ “ชวนคนมาสมัครแล้วได้เงิน X บาท” โดยไม่พูดถึงการขายสินค้าจริงเลย นั่นคือสัญญาณที่ชัดมาก

🚩 สัญญาณที่ 3: ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่เพื่อเริ่มต้น

ค่าสมัครหรือ “ชุดสตาร์ทเตอร์” ราคาหลักหมื่นถึงหลักแสนโดยไม่มีสินค้าที่มีมูลค่าเทียบเท่า คือสัญญาณอันตราย MLM ที่ถูกกฎหมายมักมีค่าสมัครต่ำและมีสินค้าจริงเป็นส่วนหนึ่งของชุดเริ่มต้น

🚩 สัญญาณที่ 4: สินค้าหายากหรือไม่มีมูลค่าจริง

ถ้าสินค้าที่ขายมีราคาแพงกว่าท้องตลาดหลายเท่าโดยไม่มีเหตุผล หรือสินค้าที่ขายคือ “สิทธิ์ในการชักชวนคน” มากกว่าสินค้าจริง ควรระวังอย่างมาก

🚩 สัญญาณที่ 5: กดดันให้ตัดสินใจเร็ว

“โอกาสนี้มีแค่วันนี้วันเดียว” หรือ “ถ้าไม่สมัครตอนนี้จะเสียที่” คือเทคนิคสร้างแรงกดดันที่ใช้ในธุรกิจที่ไม่ต้องการให้คุณมีเวลาคิด ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องรีบเร่ง

🚩 สัญญาณที่ 6: ไม่สามารถตรวจสอบได้จากภายนอก

บริษัทที่ไม่มีที่อยู่จริง ไม่มีเบอร์โทรติดต่อที่ตรวจสอบได้ ไม่มีทะเบียนบริษัทที่ค้นหาได้ หรือปิดกั้นรีวิวเชิงลบทั้งหมด คือสัญญาณที่ต้องระวัง

🚩 สัญญาณที่ 7: เน้นการสร้างทีมมากกว่าการขายสินค้า

ถ้าทุก Meeting ทุกการฝึกอบรม และทุกบทสนทนาพูดถึงแต่การ “ชวนคน” โดยแทบไม่พูดถึงวิธีขายสินค้าให้ลูกค้าจริง ๆ นั่นคือสัญญาณที่รูปแบบธุรกิจนี้ไม่ได้พึ่งพายอดขายสินค้าจริง


กรณีศึกษา: แชร์ลูกโซ่ที่คนไทยควรรู้จัก

ประวัติศาสตร์มีบทเรียนให้เรียนรู้มากมาย ต่อไปนี้คือรูปแบบของแชร์ลูกโซ่ที่พบบ่อยในไทยและทั่วโลก

รูปแบบที่ 1: Ponzi Scheme

นักลงทุนได้รับผลตอบแทนจากเงินของนักลงทุนคนใหม่ ไม่ใช่จากผลกำไรทางธุรกิจจริง โดยผู้จัดการระบบอ้างว่า “ลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูง” แต่จริง ๆ นำเงินจากคนใหม่ไปจ่ายคนเก่า ตัวอย่างระดับโลกที่รู้จักกันดีคือ Bernard Madoff

รูปแบบที่ 2: แชร์ลูกโซ่ที่ซ่อนตัวเป็น MLM (Disguised Pyramid)

บริษัทมีสินค้าจริง แต่สินค้านั้นมีราคาสูงเกินจริงและไม่มีใครซื้อนอกจากคนที่อยู่ในระบบ รายได้จริง ๆ มาจากค่าสมัครและการซื้อสินค้าบังคับ รูปแบบนี้แยกจาก MLM ได้ยากที่สุดและอันตรายที่สุด

รูปแบบที่ 3: Matrix Scheme

สัญญาว่าถ้ารอนานพอ ทุกคนจะได้รับของรางวัลราคาแพง เช่น โทรศัพท์หรือแล็ปท็อป โดยต้องจ่ายเงินเข้าระบบก่อนแล้ว “รอคิว” แต่ในทางคณิตศาสตร์ คนส่วนใหญ่ไม่มีวันได้รับของ


กฎหมายไทยเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่และ MLM

การรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องช่วยให้คุณปกป้องตัวเองได้ดีขึ้น

พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545

กฎหมายนี้กำหนดให้ธุรกิจขายตรงและ MLM ที่ถูกกฎหมายต้องจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีนโยบายคืนสินค้าที่เป็นธรรม และห้ามดำเนินธุรกิจในลักษณะที่รายได้มาจากการรับสมัครสมาชิกเป็นหลัก

ผู้บริโภคมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาและคืนสินค้าภายใน 7 วัน โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผล

พระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527

แม้ชื่อจะเป็นเรื่องการกู้ยืม แต่กฎหมายนี้ครอบคลุมถึงการดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ด้วย โดยกำหนดโทษจำคุกและปรับสำหรับผู้ที่ดำเนินธุรกิจที่มีลักษณะเป็นการชักชวนให้คนจ่ายเงินโดยสัญญาว่าจะได้รับผลตอบแทนจากการชักชวนคนอื่น

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341-348

เรื่องการฉ้อโกง ซึ่งครอบคลุมการหลอกลวงผู้อื่นให้เสียทรัพย์สินด้วยวิธีการต่าง ๆ รวมถึงการดำเนินธุรกิจแชร์ลูกโซ่

บทลงโทษ

ผู้ที่ดำเนินธุรกิจแชร์ลูกโซ่มีโทษจำคุกและปรับตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยโทษจะสูงขึ้นตามความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ


MLM ที่ถูกกฎหมาย แต่ยังไม่ดีพอ: เส้นแบ่งที่ซับซ้อน

มีธุรกิจจำนวนหนึ่งที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ยังมีลักษณะบางอย่างที่น่ากังวล สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ แต่ก็ไม่ใช่ MLM ที่ดีที่สุดเช่นกัน

MLM ที่เน้นการสมัครมากกว่าการขาย บางบริษัทถูกกฎหมายแต่ออกแบบแผนการตลาดให้การรับสมัครสมาชิกให้ค่าตอบแทนสูงกว่าการขายสินค้าจริง ทำให้คนมุ่งชักชวนคนมากกว่าสร้างยอดขาย

MLM ที่มีสินค้าราคาสูงเกินตลาดมาก สินค้าที่ขายได้แค่ในระบบเพราะคนข้างนอกไม่มีใครยอมจ่ายราคานั้น บ่งบอกว่ารายได้จริง ๆ มาจากการซื้อของสมาชิกในระบบ ไม่ใช่ลูกค้าภายนอก

MLM ที่มีค่าสมัครแพงมากโดยไม่สมเหตุสมผล ค่าสมัครที่สูงเกินไปโดยไม่มีสินค้าหรือการฝึกอบรมที่มีมูลค่าเทียบเท่าคือสัญญาณที่ควรตั้งคำถาม


วิธีตรวจสอบว่าบริษัทที่สนใจเป็น MLM ถูกกฎหมายหรือแชร์ลูกโซ่

ขั้นตอนที่ 1: ค้นหาในทะเบียนบริษัท

เข้าไปที่ www.dbd.go.th กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือโทร 1570 เพื่อตรวจสอบว่าบริษัทนั้นจดทะเบียนถูกต้องและได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงหรือไม่

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบการเป็นสมาชิก TDSA

สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ที่ www.tdsa.org รวบรวมบริษัทขายตรงที่ผ่านมาตรฐานจรรยาบรรณ สมาชิก TDSA ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ขั้นตอนที่ 3: ดู Income Disclosure Statement

ขอเอกสาร IDS ซึ่งเป็นสถิติรายได้จริงของสมาชิกในแต่ละระดับ บริษัทที่โปร่งใสจะมีเอกสารนี้ให้ดาวน์โหลดได้ฟรี ถ้าบริษัทไม่มีหรือปฏิเสธที่จะแสดง ควรระวัง

ขั้นตอนที่ 4: ค้นหา Review และประสบการณ์จากหลายแหล่ง

ค้นหาชื่อบริษัทบน Google พร้อมคำว่า “รีวิว” “หลอกลวง” “ประสบการณ์” เพื่อดูว่ามีรายงานเชิงลบอะไรบ้าง อย่าเชื่อแค่ข้อมูลจากคนที่ชักชวนคุณเพียงอย่างเดียว

ขั้นตอนที่ 5: ขอดูสัญญาและเงื่อนไขก่อนสมัคร

อ่านสัญญาอย่างละเอียดก่อนเซ็น โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับนโยบายคืนสินค้า เงื่อนไขยกเลิกสมาชิก และการค้ำประกันผลตอบแทน


สิ่งที่ควรทำถ้าตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่

ถ้าคุณหรือคนรู้จักตกเป็นเหยื่อของแชร์ลูกโซ่แล้ว นี่คือขั้นตอนที่ควรทำ

เก็บหลักฐานทั้งหมด ข้อความ อีเมล หลักฐานการโอนเงิน เอกสารสัญญา และรูปภาพที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

แจ้งความกับตำรวจ ในท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.)

แจ้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) โทร 1166 เพื่อร้องเรียนและขอความช่วยเหลือ

แจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570 สำหรับกรณีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงผิดกฎหมาย

ปรึกษาทนายความ สำหรับกรณีที่เสียหายมากและต้องการดำเนินคดี


สรุป: MLM ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ แต่ต้องรู้จักแยกให้ออก

MLM ที่ถูกกฎหมายและแชร์ลูกโซ่ต่างกันที่รากฐานของธุรกิจ ซึ่งก็คือคำถามง่าย ๆ ว่า “เงินมาจากไหน?”

ถ้าเงินมาจากการขายสินค้าหรือบริการที่มีคุณค่าให้กับผู้บริโภคจริง นั่นคือธุรกิจที่ยั่งยืน

ถ้าเงินมาจากการชักชวนให้คนใหม่จ่ายเงินเข้าระบบ นั่นคือแชร์ลูกโซ่ ไม่ว่าจะห่อหุ้มด้วยรูปแบบหรือชื่อเรียกอะไรก็ตาม

ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจใด ๆ ใช้ 7 สัญญาณอันตรายในบทความนี้เป็น Checklist ตรวจสอบอย่างละเอียด และอย่าลืมตรวจสอบกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือก่อนเสมอ

ธุรกิจที่ดีไม่มีวันหมดเวลา และไม่จำเป็นต้องรีบร้อน


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ถ้าบริษัทมีสินค้า แสดงว่าไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ใช่ไหม? A: ไม่จำเป็นเสมอไป แชร์ลูกโซ่บางแบบมีสินค้าจริง แต่สินค้านั้นแพงเกินจริงและไม่มีใครซื้อนอกจากคนในระบบ สัญญาณที่ต้องดูคือสินค้าขายให้คนนอกระบบได้ในราคาปกติไหม และรายได้หลักมาจากการขายสินค้าหรือค่าสมัครสมาชิก

Q: MLM ทุกรูปแบบถูกกฎหมายในไทยไหม? A: MLM ที่จดทะเบียนถูกต้องตามพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ถือว่าถูกกฎหมาย แต่ MLM ที่ไม่จดทะเบียนหรือมีลักษณะที่รายได้มาจากการรับสมัครสมาชิกเป็นหลักอาจผิดกฎหมายได้

Q: ถ้าเข้าร่วมแชร์ลูกโซ่โดยไม่รู้ตัว มีความผิดไหม? A: ผู้เสียหายที่เข้าร่วมโดยถูกหลอกลวงโดยทั่วไปไม่มีความผิดทางกฎหมาย แต่ถ้าคุณรู้ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่แล้วยังชักชวนคนอื่นให้เข้าร่วม อาจมีความรับผิดชอบทางกฎหมายได้ ควรปรึกษาทนายความในกรณีที่ไม่แน่ใจ

Q: ถ้า MLM ล้มเหลวแสดงว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ไหม? A: ไม่ใช่ MLM ที่ถูกกฎหมายก็สามารถล้มเหลวได้เหมือนธุรกิจทั่วไป การล้มเหลวของธุรกิจไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่การที่ระบบล้มเมื่อหยุดรับสมาชิกใหม่และคนล่างสุดสูญเสียเงินทั้งหมดคือสัญญาณของแชร์ลูกโซ่

Q: แจ้ง FTC หรือหน่วยงานต่างประเทศได้ไหมถ้าบริษัท MLM อยู่ต่างประเทศ? A: ถ้าบริษัทดำเนินงานในไทย ควรแจ้งหน่วยงานไทยก่อน ได้แก่ สคบ. (1166) กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (1570) หรือ ปอศ. สำหรับบริษัทต่างชาติ หน่วยงานไทยยังสามารถประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศได้


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย กรณีที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมายของธุรกิจใดควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย