สมัครขายตรงต้องเตรียมอะไรบ้าง? ก่อนสมัครต้องรู้สิ่งเหล่านี้
หลายคนสมัครขายตรงเพราะถูกชักชวนในวันที่มีแรงบันดาลใจสูง แต่พอเริ่มจริง ๆ กลับพบว่าไม่รู้ว่าต้องทำอะไรก่อน เตรียมอะไรไป หรือต้องใช้เงินเท่าไร
ผลคือ เสียเงินไปโดยไม่จำเป็น เริ่มต้นผิดทาง หรือเลิกก่อนที่จะได้เห็นผลลัพธ์จริง ๆ
บทความนี้รวบรวม เช็กลิสต์ครบทุกด้าน ที่ต้องเตรียมก่อนสมัครขายตรง ตั้งแต่เอกสาร เงินทุน ทักษะ ความรู้ ไปจนถึงสิ่งที่ต้องตรวจสอบเกี่ยวกับบริษัทก่อนตัดสินใจเซ็นชื่อ
ภาพรวม: 5 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนสมัครขายตรง
ก่อนลงรายละเอียด ขอให้เห็นภาพรวมก่อนว่าต้องเตรียม 5 ด้านหลักดังนี้
- เอกสารและข้อมูลส่วนตัว สิ่งที่ต้องยื่นตอนสมัคร
- เงินทุนและงบประมาณ ทั้งต้นทุนเริ่มต้นและต้นทุนสะสม
- ความรู้เกี่ยวกับบริษัทและสินค้า ก่อนตัดสินใจเลือก
- ทักษะพื้นฐานที่ต้องมี เพื่อให้เริ่มต้นได้จริง
- จิตใจและความพร้อมส่วนตัว ที่คนมักมองข้ามแต่สำคัญมาก
ส่วนที่ 1: เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการสมัครขายตรง
การสมัครเป็นตัวแทนขายตรงส่วนใหญ่ต้องใช้เอกสารพื้นฐานดังนี้
เอกสารที่ต้องมีเสมอ
บัตรประชาชน เอกสารหลักที่ทุกบริษัทต้องการ ต้องยังไม่หมดอายุ บางบริษัทต้องการสำเนา 1-2 ชุดพร้อมลายเซ็นรับรอง
ทะเบียนบ้าน บางบริษัทต้องการเพื่อยืนยันที่อยู่ ควรเตรียมสำเนาไว้ด้วย
รูปถ่ายหน้าตรง ขนาด 1 หรือ 1.5 นิ้ว จำนวน 1-2 รูป บางบริษัทรับรูปจากโทรศัพท์มือถือในระบบออนไลน์แทน
เบอร์โทรศัพท์ที่ใช้งานได้จริง สำหรับการยืนยันตัวตนและรับ OTP ในกรณีสมัครออนไลน์
อีเมล สำหรับรับข้อมูลสินค้า เอกสารสัญญา และการแจ้งเตือนต่าง ๆ ถ้ายังไม่มีอีเมลเฉพาะสำหรับธุรกิจ แนะนำให้สร้างใหม่เพื่อแยกจากการใช้งานส่วนตัว
บัญชีธนาคาร สำหรับรับค่าคอมมิชชั่นและค่าตอบแทน ควรเป็นบัญชีที่ใช้งานอยู่และตรงกับชื่อผู้สมัคร บางบริษัทกำหนดให้ใช้ธนาคารที่ระบุเท่านั้น ควรตรวจสอบก่อน
เอกสารเพิ่มเติมที่บางบริษัทอาจต้องการ
สำเนาหน้าบัญชีธนาคาร (Book Bank) หน้าแรกที่แสดงชื่อและเลขบัญชี
ทะเบียนสมรสหรือใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล ถ้าชื่อในบัตรประชาชนไม่ตรงกับชื่อในบัญชีธนาคาร
หนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง สำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี
เอกสารที่ไม่ต้องมีแต่มีแล้วดี
ใบรับรองการผ่านการฝึกอบรมด้านการขาย ถ้าเคยผ่านคอร์สการขายหรือการตลาดมาก่อน
Portfolio หรือประวัติการทำงาน สำหรับบริษัทที่มีระบบคัดเลือกตัวแทน
ส่วนที่ 2: เงินทุนและงบประมาณที่ต้องเตรียม
นี่คือส่วนที่หลายคนมองข้ามหรือประเมินต่ำเกินไป ทำให้เริ่มต้นแล้วเจ็บตัว
ต้นทุนเริ่มต้น (One-Time Cost)
ค่าสมัครสมาชิก อยู่ในช่วง 100-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับบริษัท บางแห่งไม่มีค่าสมัคร บางแห่งรวมสินค้าตัวอย่างไว้ด้วย
ชุดเริ่มต้น (Starter Kit) หลายบริษัทมีชุดสินค้าตัวอย่างและสื่อการตลาดให้ซื้อตอนสมัคร ราคาอยู่ที่ 500-3,000 บาท ไม่บังคับซื้อเสมอไป แต่บางบริษัทกำหนดเป็นเงื่อนไข
ค่าสินค้าล็อตแรก ถ้าวางแผนจะมีสต็อกสินค้าไว้ขาย ควรเริ่มด้วยปริมาณน้อยก่อน อย่าซื้อมากตามคำแนะนำของ Upline เพราะยังไม่รู้ว่าตลาดในพื้นที่ของคุณต้องการสินค้าแค่ไหน
คำแนะนำ: เริ่มต้นด้วยงบ 1,000-3,000 บาทก่อน ถ้าขายได้แล้วค่อยลงทุนเพิ่ม
ต้นทุนสะสมรายเดือน (Recurring Cost)
ยอดซื้อขั้นต่ำรายเดือน (Personal Volume / PV) บริษัทที่มีระบบ MLM มักกำหนดให้ต้องซื้อสินค้าขั้นต่ำต่อเดือนเพื่อรักษาสถานะ Active และรับสิทธิ์ค่าคอมมิชชั่น อยู่ในช่วง 500-5,000 บาทต่อเดือน
ค่าการตลาดส่วนตัว ค่าพิมพ์นามบัตร ค่าส่ง ค่าบรรจุภัณฑ์ หรือค่าโฆษณาออนไลน์เล็กน้อย ประมาณ 200-1,000 บาทต่อเดือน
ค่าเดินทาง สำหรับการพบลูกค้าหรือเข้าร่วม Meeting ทีม
ค่าอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ ถ้าทำออนไลน์เป็นหลัก
ต้นทุนประจำปี (Annual Cost)
ค่าต่ออายุสมาชิก บางบริษัทคิดค่าต่ออายุประจำปี 100-500 บาท
ค่าอีเวนต์และสัมมนาประจำปี งานใหญ่ประจำปีของบริษัทอาจมีค่าเข้าร่วม 500-3,000 บาท บวกค่าเดินทางและที่พักถ้าอยู่ต่างจังหวัด ไม่บังคับแต่มักมีแรงกดดันให้เข้า
ตัวอย่างการคำนวณงบประมาณ 1 ปีแรก
| รายการ | ประมาณการ |
|---|---|
| ค่าสมัคร + ชุดเริ่มต้น | 2,000 บาท |
| ยอดซื้อขั้นต่ำ (1,500 x 12) | 18,000 บาท |
| การตลาดส่วนตัว (500 x 12) | 6,000 บาท |
| ค่าอีเวนต์ประจำปี | 3,000 บาท |
| รวมต้นทุนปีแรก | ประมาณ 29,000 บาท |
ตัวเลขนี้หมายความว่า คุณต้องมียอดขายอย่างน้อย 29,000 บาทต่อปีจึงจะ Break Even ในปีแรก ก่อนเริ่มมีกำไรจริง ๆ
ส่วนที่ 3: ความรู้ที่ต้องมีก่อนเลือกบริษัทและสมัคร
การสมัครก่อนแล้วค่อยเรียนรู้ทีหลังคือความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด ต้องรู้สิ่งเหล่านี้ก่อน
3.1 ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบริษัท
ขั้นตอนที่ 1: ค้นหาในทะเบียนบริษัท เข้า www.dbd.go.th กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ค้นหาชื่อบริษัทเพื่อตรวจสอบว่าจดทะเบียนถูกต้อง และได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงหรือไม่
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบสมาคมการขายตรงไทย เข้า www.tdsa.org เพื่อดูว่าบริษัทเป็นสมาชิก TDSA หรือเปล่า สมาชิก TDSA ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณและมาตรฐานที่กำหนด
ขั้นตอนที่ 3: ค้นหา Review จากหลายแหล่ง พิมพ์ชื่อบริษัทบน Google ตามด้วยคำว่า “รีวิว” “หลอกลวง” หรือ “ประสบการณ์” เพื่อดูว่ามีรายงานเชิงลบอะไรบ้าง ฟังทั้งสองฝั่ง ไม่ใช่แค่จากคนที่ชักชวนคุณ
3.2 ทำความเข้าใจแผนการตลาด
อ่านเอกสาร Compensation Plan ฉบับเต็ม ไม่ใช่แค่ฟังคำอธิบายปากเปล่า สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนสมัคร ได้แก่
- คุณได้ค่าคอมมิชชั่นจากอะไรบ้าง และในอัตราเท่าไร
- เงื่อนไขที่ต้องทำเพื่อรับค่าคอมมิชชั่นจากทีม (ถ้ามี)
- ยอดซื้อขั้นต่ำต่อเดือนที่ต้องทำ
- เงื่อนไขการเลื่อนระดับและรักษาระดับ
- นโยบายคืนสินค้าและเงื่อนไขยกเลิกสมาชิก
ขอดู Income Disclosure Statement (IDS) เอกสารนี้แสดงรายได้จริงของตัวแทนทุกระดับ บริษัทที่โปร่งใสต้องมีและเปิดเผยได้ ถ้าบริษัทไม่มีหรือปฏิเสธที่จะแสดง ให้ถือเป็นสัญญาณอันตราย
3.3 ทดลองสินค้าก่อนเสมอ
ก่อนสมัครเป็นตัวแทน ขอทดลองใช้สินค้าของบริษัทนั้นก่อนอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพราะ
- คุณจะขายได้ดีกว่ามากถ้าเชื่อในสินค้าจริง ๆ
- ถ้าสินค้าไม่ดีหรือคุณไม่ชอบ ดีกว่าที่จะรู้ก่อนสมัคร
- ประสบการณ์จริงของคุณคือเครื่องมือการขายที่ดีที่สุด
3.4 รู้จักกลุ่มลูกค้าที่จะขายให้
ก่อนสมัคร ลองตอบคำถามเหล่านี้
- สินค้านี้แก้ปัญหาอะไร และใครมีปัญหานั้น?
- คนในวงสังคมของคุณใครบ้างที่น่าจะสนใจสินค้านี้?
- มีสินค้าทดแทนที่ถูกกว่าหาซื้อได้ง่ายกว่าในตลาดไหม?
- คนในพื้นที่ของคุณรู้จักแบรนด์นี้แล้วหรือยัง?
ถ้าตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดเจน แสดงว่าคุณมีแผนการขายที่เป็นรูปธรรมก่อนเริ่ม ไม่ใช่แค่หวังว่าจะขายได้
ส่วนที่ 4: ทักษะที่ควรมีหรือพร้อมพัฒนา
คุณไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่างตั้งแต่วันแรก แต่ต้องพร้อมที่จะพัฒนาทักษะเหล่านี้
ทักษะด้านการสื่อสารและการขาย
การฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะขายได้ ต้องรู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ต้องฟังให้มากกว่าพูด
การอธิบายสินค้าอย่างชัดเจน สามารถบอกได้ว่าสินค้าทำอะไรได้ ใครควรใช้ และทำไมถึงดีกว่าทางเลือกอื่น ในเวลา 2-3 นาที
การรับมือกับการปฏิเสธ นี่คือทักษะที่สำคัญที่สุดในการขายตรง คนส่วนใหญ่จะบอกว่าไม่สนใจ การไม่ท้อถอยและหาวิธีนำเสนอใหม่ในรูปแบบที่เหมาะกับแต่ละคนคือสิ่งที่แยกนักขายที่ประสบความสำเร็จออกจากคนที่เลิกกลางทาง
ทักษะดิจิทัลเบื้องต้น
ในยุคปัจจุบัน ทักษะดิจิทัลพื้นฐานเหล่านี้ช่วยได้มาก
การใช้ LINE OA สำหรับสื่อสารกับลูกค้าและส่ง Broadcast โปรโมชั่น
การโพสต์ Facebook หรือ TikTok เบื้องต้น ไม่ต้องเก่งมาก แต่สามารถเขียนโพสต์ที่อ่านรู้เรื่องและถ่ายรูปสินค้าที่ดูดีได้
การใช้ Line Pay หรือ PromptPay สำหรับรับชำระเงินจากลูกค้าออนไลน์
การถ่ายรูปสินค้าให้ดูดี ด้วยแสงธรรมชาติ พื้นหลังสะอาด ไม่ต้องใช้กล้องหรู แค่ iPhone หรือ Android ที่มีกล้องดีพอก็เพียงพอ
ทักษะการบริหารเวลา
เนื่องจากขายตรงไม่มีหัวหน้าบังคับ ต้องกำหนดตารางงานเองและทำตามอย่างสม่ำเสมอ
สร้าง Routine ประจำสัปดาห์ เช่น วันจันทร์-ศุกร์ใช้เวลา 1 ชั่วโมงหลังเลิกงานทำการตลาดออนไลน์ วันเสาร์ติดตามลูกค้าเก่าและส่งสินค้า
ติดตามยอดขายและต้นทุนทุกเดือน ด้วย Excel หรือแอปง่าย ๆ เพื่อให้รู้ว่าธุรกิจเป็นบวกหรือลบ
ส่วนที่ 5: ความพร้อมด้านจิตใจที่ต้องเตรียม
นี่คือส่วนที่คนมักมองข้ามมากที่สุด แต่เป็นปัจจัยที่ทำให้ล้มเหลวบ่อยที่สุด
เตรียมใจรับกับการปฏิเสธในช่วงแรก
3 เดือนแรกของการขายตรงมักเป็นช่วงที่ยากที่สุด คุณจะถูกปฏิเสธบ่อย เพื่อนบางคนอาจหลีกเลี่ยงคุณ และรายได้อาจยังไม่มาก
คนที่ผ่านช่วงนี้ได้คือคนที่เข้าใจตั้งแต่ต้นว่านี่คือ “ช่วงสร้างฐาน” ไม่ใช่ “ช่วงเก็บเกี่ยว” และยังคงทำงานต่อเนื่อง
เตรียมรับมือกับคำถามจากคนรอบข้าง
เพื่อนและครอบครัวหลายคนอาจมีคำถามหรือแสดงความกังวลเมื่อรู้ว่าคุณสมัครขายตรง เตรียมคำตอบที่ชัดเจนและสุภาพว่าทำไมคุณถึงเลือกทำและวางแผนอย่างไร
กำหนดเส้นตัดสินล่วงหน้า
ก่อนสมัครให้ตัดสินใจล่วงหน้าว่า
- จะประเมินผลหลัง 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี
- ถ้าหลัง 6 เดือนยังไม่ถึง Break Even จะทบทวนกลยุทธ์อย่างไร
- มีงบประมาณสูงสุดที่จะลงทุนในปีแรกเท่าไร
การกำหนดขอบเขตล่วงหน้าช่วยป้องกันการเสียเงินสะสมโดยไม่มีแผน
ปรึกษาคนในบ้านก่อนสมัคร
ถ้าการทำขายตรงจะกระทบเวลาและการเงินของครอบครัว การได้รับความเข้าใจและการสนับสนุนจากคนในบ้านก่อนเริ่มทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นมาก
เช็กลิสต์ก่อนกดสมัคร: ทำครบแล้วหรือยัง?
ก่อนสมัคร ตรวจสอบรายการนี้ให้ครบทุกข้อ
เอกสาร
- มีบัตรประชาชนที่ยังไม่หมดอายุ
- เตรียมสำเนาบัตรประชาชน 2 ชุด
- มีบัญชีธนาคารที่ใช้งานได้และชื่อตรงกัน
- มีอีเมลที่ใช้งานได้สำหรับธุรกิจ
การตรวจสอบบริษัท
- ตรวจสอบการจดทะเบียนที่ www.dbd.go.th แล้ว
- ตรวจสอบสมาชิก TDSA ที่ www.tdsa.org แล้ว
- อ่าน Compensation Plan ฉบับเต็มแล้ว
- ได้ดู IDS แล้วและเข้าใจรายได้เฉลี่ยจริง
- ทดลองใช้สินค้าแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์
- ตรวจสอบนโยบายคืนสินค้าและเงื่อนไขยกเลิกสมาชิกแล้ว
- ค้นหา Review จากแหล่งอื่นนอกจากคนที่ชักชวนแล้ว
การเงิน
- คำนวณต้นทุนทั้งหมดต่อปีแล้ว
- คำนวณ Break Even Point แล้ว
- มีเงินสำรองรองรับในช่วงที่ยังไม่มีรายได้แล้ว
- ตั้งงบประมาณสูงสุดที่จะลงทุนในปีแรกแล้ว
แผนการตลาด
- รู้แล้วว่ากลุ่มลูกค้าหลักของตัวเองคือใคร
- มีช่องทางขายที่เป็นรูปธรรมอย่างน้อย 1-2 ช่องทาง
- ตั้งเป้าหมายยอดขายเดือนแรกที่สมจริงแล้ว
ความพร้อมส่วนตัว
- ปรึกษาคนในบ้านแล้วและได้รับความเข้าใจ
- กำหนดเวลาที่จะทำขายตรงในแต่ละวันแล้ว
- กำหนดเส้นตัดสินล่วงหน้าแล้วว่าจะประเมินผลเมื่อไร
ขั้นตอนการสมัครขายตรงทั่วไป
เมื่อเตรียมพร้อมครบแล้ว ต่อไปนี้คือขั้นตอนการสมัครทั่วไปที่พบบ่อย
ขั้นตอนที่ 1: เลือกบริษัทและติดต่อ Upline
ถ้ายังไม่มีใครชักชวน สามารถติดต่อบริษัทโดยตรงผ่านเว็บไซต์ทางการ หรือค้นหาตัวแทนในพื้นที่ที่ต้องการ
ขั้นตอนที่ 2: รับข้อมูลและทบทวน
ขอรับเอกสาร Compensation Plan ฉบับเต็มและ IDS จาก Upline หรือบริษัทโดยตรง อย่าเพิ่งสมัครจนกว่าจะอ่านและเข้าใจทุกอย่างแล้ว
ขั้นตอนที่ 3: กรอกใบสมัคร
ทำได้ทั้งแบบกระดาษและออนไลน์ขึ้นอยู่กับบริษัท ตรวจสอบข้อมูลทุกอย่างให้ถูกต้องก่อนส่ง
ขั้นตอนที่ 4: ชำระค่าสมัคร (ถ้ามี)
เก็บหลักฐานการชำระเงินทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จหรือ Screenshot การโอน
ขั้นตอนที่ 5: รับ ID สมาชิกและเข้าถึงระบบ
หลังสมัครสำเร็จ จะได้รับรหัสสมาชิก (ID) ที่ใช้สั่งสินค้าและติดตามรายได้ เข้าสู่ระบบและทำความคุ้นเคยกับ Back Office ก่อนเริ่มขาย
ขั้นตอนที่ 6: เข้าฝึกอบรมเบื้องต้น
บริษัทที่ดีจะมีการฝึกอบรมให้ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เข้าร่วมทุกโปรแกรมที่มีให้ในช่วงแรกเพราะจะช่วยให้เริ่มต้นได้เร็วและถูกต้องกว่า
สิ่งที่ไม่ควรทำหลังสมัคร
รู้ว่าต้องทำอะไร แต่ก็ต้องรู้ว่าต้องไม่ทำอะไรด้วย
ไม่ซื้อสต็อกสินค้าจำนวนมากในทันที ก่อนที่จะมีออเดอร์จริง เริ่มจากซื้อเพื่อใช้เองและสั่งตามออเดอร์ก่อน
ไม่ชวนคนทุกคนที่รู้จักทันที ให้เวลาตัวเองเรียนรู้สินค้าและแผนการตลาดก่อน 2-4 สัปดาห์ การชวนคนโดยยังไม่มีความรู้พอทำให้เสียโอกาสและความน่าเชื่อถือ
ไม่เชื่อทุกอย่างที่ Upline บอกโดยไม่ตรวจสอบ โดยเฉพาะเรื่องการลงทุนหรือการซื้อสินค้าจำนวนมาก
ไม่ละเลยการติดตามต้นทุนและรายได้ ตั้งระบบบันทึกตั้งแต่วันแรก เพื่อให้รู้ว่าธุรกิจเป็นบวกหรือลบจริง ๆ
สรุป: เตรียมพร้อมก่อน ประสบความสำเร็จได้เร็วกว่า
การสมัครขายตรงโดยไม่เตรียมพร้อมคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้คนล้มเหลวและเสียทั้งเงินและเวลา แต่ถ้าเตรียมพร้อมครบทั้ง 5 ด้าน ทั้งเอกสาร เงินทุน ความรู้ ทักษะ และจิตใจ โอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่ามากตั้งแต่ก้าวแรก
สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องจำคือ ขายตรงคือธุรกิจที่ต้องทำงานจริง ไม่ใช่ระบบที่ทำงานแทนคุณ คนที่เตรียมพร้อมและมองมันเป็นธุรกิจที่จริงจังคือคนที่ได้ผลลัพธ์จริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: สมัครขายตรงต้องอายุเท่าไหร่? A: ส่วนใหญ่ต้องอายุ 20 ปีขึ้นไปเพื่อทำสัญญาได้เอง ถ้าอายุต่ำกว่า 20 ปีอาจต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง แต่ละบริษัทมีเงื่อนไขต่างกัน ควรตรวจสอบก่อนสมัคร
Q: สมัครขายตรงออนไลน์ได้ไหม? A: ได้ บริษัทส่วนใหญ่มีระบบสมัครออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ต้องอัปโหลดสำเนาเอกสารและกรอกข้อมูลออนไลน์ บางบริษัทอาจต้องยืนยันตัวตนผ่าน Video Call
Q: ต้องมีทุนเยอะแค่ไหนถึงจะเริ่มขายตรงได้? A: ขึ้นอยู่กับบริษัท แต่โดยทั่วไปสามารถเริ่มได้ด้วยงบ 1,000-3,000 บาทสำหรับค่าสมัครและสินค้าล็อตแรกขนาดเล็ก อย่าลงทุนเกินกว่าที่รับได้ในช่วงเริ่มต้น
Q: ถ้าสมัครแล้วเปลี่ยนใจ ยกเลิกได้ไหม? A: ได้ ตามกฎหมายไทยผู้บริโภคมีสิทธิ์ยกเลิกสัญญาและคืนสินค้าที่ยังไม่ได้ใช้ภายใน 7 วันนับจากวันทำสัญญา ควรอ่านนโยบายยกเลิกของบริษัทให้ชัดเจนก่อนสมัครเสมอ
Q: ทำขายตรงควบกับงานประจำได้ไหม? A: ได้และแนะนำอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่ การมีงานประจำรองรับในช่วงที่ขายตรงยังสร้างรายได้ไม่มากช่วยลดความกดดันทางการเงินและทำให้ตัดสินใจได้อย่างมีสติมากกว่า
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและคำแนะนำทั่วไปเท่านั้น เงื่อนไขและข้อกำหนดอาจแตกต่างกันในแต่ละบริษัท ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดโดยตรงกับบริษัทที่สนใจก่อนตัดสินใจสมัคร