แผนการตลาด MLM

แผนการตลาด MLM มีกี่แบบ? คู่มือฉบับเดียวที่อธิบายครบทุกประเภท

เวลาที่คนถูกชักชวนให้เข้าร่วม MLM คำถามที่มักถูกถามน้อยที่สุดแต่สำคัญที่สุดคือ “บริษัทนี้ใช้แผนการตลาดแบบไหน?”

แผนการตลาด (Compensation Plan) คือหัวใจของธุรกิจ MLM เพราะมันกำหนดว่า คุณได้เงินจากอะไร ได้เท่าไร และต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้ได้เงินนั้น คนสองคนที่ขยันเท่ากัน อยู่ในบริษัทที่มีแผนการตลาดต่างกัน อาจได้รายได้ต่างกันหลายเท่า

ในปัจจุบันแผนการตลาด MLM แบ่งออกได้หลักเป็น 6 ประเภทหลัก และมีแบบผสมอีกหลายรูปแบบ บทความนี้จะอธิบายแต่ละแบบอย่างละเอียด พร้อมข้อดีข้อเสีย และวิธีประเมินว่าแบบไหนเหมาะกับคุณ


ทำความเข้าใจแผนการตลาด MLM คืออะไรก่อน

แผนการตลาด MLM หรือ Compensation Plan คือระบบที่กำหนดวิธีคำนวณและจ่ายค่าตอบแทนให้กับตัวแทนอิสระ ประกอบด้วย

  • ค่าคอมมิชชั่นจากการขายตรง เปอร์เซ็นต์จากสินค้าที่ขายเองโดยตรง
  • ค่าคอมมิชชั่นจากทีม เปอร์เซ็นต์จากยอดขายของ Downline ในชั้นต่าง ๆ
  • โบนัสพิเศษ เช่น โบนัสเลื่อนระดับ โบนัสทีม รางวัลรถ รางวัลท่องเที่ยว
  • เงื่อนไขการรับค่าตอบแทน เช่น ยอดซื้อขั้นต่ำต่อเดือน จำนวน Active Downline ที่ต้องมี

การเข้าใจแผนการตลาดก่อนสมัครช่วยให้คุณรู้ว่าต้องทำอะไรจริง ๆ เพื่อสร้างรายได้ และป้องกันไม่ให้ถูกหลอกด้วยตัวเลขที่ดูดีแต่มีเงื่อนไขซ่อนอยู่


แบบที่ 1: Unilevel Plan — แผนชั้นเดียว

Unilevel Plan คืออะไร?

Unilevel Plan เป็นแผนที่เรียบง่ายและโปร่งใสที่สุด โครงสร้างคือคุณสามารถรับสมัคร Downline ได้ไม่จำกัดจำนวนในชั้นแรก (Width ไม่จำกัด) แต่รับค่าคอมมิชชั่นได้จำกัดแค่ไม่กี่ชั้น (Depth จำกัด)

ตัวอย่างโครงสร้าง:

คุณ
├── A  ├── B  ├── C  ├── D  ├── E  (ชั้น 1: รับคอมฯ 10%)
    ├── A1 A2    ├── C1 C2         (ชั้น 2: รับคอมฯ 5%)
              ├── C1a C1b          (ชั้น 3: รับคอมฯ 3%)

ในตัวอย่างนี้คุณรับสมัคร Downline ชั้น 1 ได้ไม่จำกัด แต่รับค่าคอมมิชชั่นได้แค่ 3-7 ชั้น ขึ้นอยู่กับที่บริษัทกำหนด

ข้อดีของ Unilevel Plan

เข้าใจง่ายที่สุด ไม่มีความซับซ้อน คุณรู้ชัดว่าได้เงินจากใครในชั้นไหนเท่าไร เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับระบบ MLM

ไม่จำกัดจำนวน Frontline คุณสามารถสร้าง Downline ชั้นแรกได้มากเท่าที่ต้องการ ซึ่งเหมาะกับคนที่มีเครือข่ายกว้างและสามารถชักชวนคนได้มาก

ทุกคนมีโอกาสเท่าเทียม ไม่ว่าจะเข้ามาก่อนหรือหลัง โอกาสสร้าง Downline ชั้น 1 มีเท่ากันทุกคน ไม่มีใครได้เปรียบเรื่องตำแหน่งในโครงสร้าง

ไม่มีการ Spillover ที่สับสน Downline อยู่ในทีมของคนที่ชักชวนเท่านั้น ไม่มีการโยกย้ายตำแหน่งที่สร้างความสับสน

ข้อเสียของ Unilevel Plan

รายได้ Deep Income จำกัด เนื่องจากรับค่าคอมมิชชั่นได้แค่ไม่กี่ชั้น คนที่อยู่ระดับล่าง ๆ ของทีมคุณไม่นับรวมในรายได้

ต้องสร้าง Frontline เยอะ รายได้ขึ้นอยู่กับจำนวน Downline ชั้น 1 เป็นหลัก คนที่ชักชวนคนได้น้อยอาจสร้างรายได้จากทีมได้ยาก

เหมาะกับ: คนที่ต้องการความเรียบง่าย มีเครือข่ายกว้าง และชอบระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้


แบบที่ 2: Binary Plan — แผนสองขา

Binary Plan คืออะไร?

Binary Plan เป็นแผนที่ได้รับความนิยมสูงมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา โครงสร้างพื้นฐานคือแต่ละคนมี Downline ได้แค่ 2 ขา เท่านั้น คือขาซ้ายและขาขวา รายได้คำนวณจากความสมดุลระหว่างสองขา

ตัวอย่างโครงสร้าง:

        คุณ
       /    \
    ซ้าย    ขวา
   /    \  /    \
  A      B C      D

วิธีคำนวณรายได้: รายได้มักคำนวณจากยอดขายรวมของขาที่อ่อนแอกว่า (Weak Leg) เช่น ถ้าขาซ้ายทำยอด 100,000 บาท และขาขวาทำยอด 60,000 บาท รายได้คำนวณจาก 60,000 บาท (ขาที่น้อยกว่า) คูณด้วยเปอร์เซ็นต์ที่กำหนด

ข้อดีของ Binary Plan

Spillover ช่วยคนใหม่ได้ เมื่อ Upline ของคุณมี Downline เกินกว่า 2 คน คนเกินจะถูก “Spillover” ลงมาในทีมของคุณ ทำให้คนใหม่อาจได้รับ Downline โดยไม่ต้องทำเอง (แต่ต้องระวังว่านี่อาจเป็นแค่คำสัญญา ไม่ใช่ความจริงเสมอไป)

กระตุ้นการทำงานเป็นทีม เพราะรายได้ขึ้นอยู่กับความสมดุลของทีม Upline จึงมีแรงจูงใจในการช่วยพัฒนาขาที่อ่อนแอกว่า

Unlimited Depth Binary Plan มักไม่จำกัดความลึก ทำให้รายได้จากทีมขนาดใหญ่มีศักยภาพสูงมาก

ข้อเสียของ Binary Plan

ความสมดุลคือความท้าทายใหญ่ ถ้าขาหนึ่งแข็งมากแต่อีกขาอ่อนมาก ยอดขายจำนวนมากในขาที่แข็งจะ “หมดอายุ” โดยไม่ได้รับค่าคอมมิชชั่น ต้องบริหารทีมอย่างระมัดระวัง

ซับซ้อนกว่า Unilevel การคำนวณรายได้ต้องติดตามยอดทั้งสองขาตลอดเวลา ทำให้เข้าใจยากกว่า

Flushing ในบางบริษัท ยอดขายที่เกิน Cap ของสัปดาห์จะถูก Flush ออกและไม่สะสมต่อ ต้องอ่านเงื่อนไขให้ละเอียด

เหมาะกับ: คนที่ชอบทำงานเป็นทีม มีแผนพัฒนาทั้งสองขาอย่างสมดุล และพร้อมติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด


แบบที่ 3: Matrix Plan — แผนตาราง

Matrix Plan คืออะไร?

Matrix Plan จำกัดทั้งความกว้าง (Width) และความลึก (Depth) เช่น 3×7 หมายถึงแต่ละคนมี Downline ชั้นแรกได้ 3 คน และลึกได้ 7 ชั้น หรือ 2×12 หมายถึง 2 คนในชั้นแรกและลึก 12 ชั้น

ตัวอย่างโครงสร้าง Matrix 3×3:

            คุณ
         /   |   \
        A    B    C         (ชั้น 1: 3 คน)
      / | \  |\ \ / | \
     D  E  F G H I J K L   (ชั้น 2: 9 คน)
     ...                   (ชั้น 3: 27 คน)

รายได้มาจากทุกคนในตารางเมื่อตารางเต็ม ในทฤษฎี Matrix 3×7 สามารถมี Downline รวมได้ถึง 3,279 คน

ข้อดีของ Matrix Plan

Spillover สูงมาก เนื่องจากแต่ละคนมี Frontline จำกัด เมื่อเต็มแล้วจะ Spillover ลงไปข้างล่างโดยอัตโนมัติ ทำให้คนที่เข้าร่วมทีหลังได้รับประโยชน์จาก Upline

ยุติธรรมกว่าในทางทฤษฎี ทุกคนมีโครงสร้างขนาดเดียวกัน ไม่มีใครที่ “ได้เปรียบ” เพราะเข้ามาก่อนในแง่ขนาดของทีมที่เป็นไปได้

คาดเดาได้ รู้ล่วงหน้าว่าเมื่อตารางเต็มจะได้รับรายได้เท่าไร

ข้อเสียของ Matrix Plan

พึ่งพา Upline มากเกินไป ถ้า Upline ของคุณไม่ Active และไม่ Spillover มาให้ คุณต้องสร้างทีมเองทั้งหมด ซึ่งอาจทำให้ผิดหวังถ้าคาดหวัง Spillover มากเกินไป

เติบโตช้า การจำกัดจำนวน Frontline ทำให้สร้างทีมได้ช้ากว่า Unilevel

มักพบในธุรกิจที่มีปัญหา Matrix Plan ถูกนำไปใช้ในแชร์ลูกโซ่หลายครั้ง เพราะโครงสร้างที่ดูเหมือน “ทุกคนได้” ถูกใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวง ต้องตรวจสอบบริษัทให้ดีก่อน

เหมาะกับ: คนที่ชอบระบบที่มีโครงสร้างชัดเจน และอยู่ในบริษัทที่มี Upline ที่ Active และทำงานจริง


แบบที่ 4: Breakaway Plan — แผนแยกทีม

Breakaway Plan คืออะไร?

Breakaway Plan หรือ Stairstep Breakaway เป็นแผนที่เก่าแก่ที่สุดและถูกใช้โดยบริษัท MLM ระดับโลกอย่าง Amway มาตั้งแต่เริ่มต้น

หลักการคือเมื่อ Downline ของคุณพัฒนาตัวเองจนถึงระดับที่กำหนด เขาจะ “Breakaway” หรือแยกตัวออกไปสร้างทีมของตัวเองอย่างอิสระ คุณยังได้รับค่าคอมมิชชั่นจากทีมที่แยกออกไปแล้ว แต่ในรูปแบบที่ต่างออกไป

ตัวอย่าง: คุณเป็น Diamond → A (Downline ของคุณ) เติบโตจนเป็น Diamond เหมือนกัน → A แยกออกไป คุณยังรับ Royalty จาก A และทีมของ A

ข้อดีของ Breakaway Plan

รายได้ระยะยาวสูงมาก เมื่อสร้าง Breakaway Group ได้หลายกลุ่ม Royalty Income ที่ได้จากแต่ละกลุ่มสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและเติบโตตามขนาดของทีม

ไม่จำกัดความกว้างและความลึก ทำให้ศักยภาพรายได้ไม่มีเพดาน

ผ่านการพิสูจน์เวลา บริษัทที่ใช้ Breakaway Plan อย่าง Amway ดำเนินธุรกิจมากกว่า 60 ปีแล้ว แสดงว่าโมเดลนี้ยั่งยืน

ข้อเสียของ Breakaway Plan

ซับซ้อนมากที่สุด ยากที่จะเข้าใจโครงสร้างค่าตอบแทนทั้งหมดโดยไม่ใช้เวลาศึกษาอย่างจริงจัง

ต้องการความพยายามระยะยาวสูง กว่าจะถึงจุดที่ Downline เริ่ม Breakaway ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก ไม่เหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์เร็ว

รายได้ในช่วงแรกต่ำ เพราะระบบออกแบบมาให้รางวัลคนที่สร้าง Breakaway Group ได้สำเร็จ ผู้เริ่มต้นอาจรู้สึกว่ารายได้ไม่คุ้มกับความพยายาม

เหมาะกับ: คนที่มองระยะยาว พร้อมลงทุนเวลา 3-5 ปีขึ้นไป และต้องการสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนจริง ๆ


แบบที่ 5: Stair-Step Plan — แผนบันได

Stair-Step Plan คืออะไร?

Stair-Step Plan คล้ายกับ Breakaway แต่ไม่มีการแยกทีม ตัวแทนไต่ระดับขึ้นไปตาม “บันได” ของยอดขาย ยิ่งทำยอดมาก ยิ่งได้ส่วนลดจากราคาสินค้ามากขึ้น และยิ่งได้รับค่าคอมมิชชั่นจากทีมในอัตราที่สูงขึ้น

ตัวอย่าง:

  • ระดับ 1: ยอดสั่งซื้อ 0-5,000 บาท/เดือน → ส่วนลด 20%
  • ระดับ 2: ยอดสั่งซื้อ 5,001-15,000 บาท/เดือน → ส่วนลด 30%
  • ระดับ 3: ยอดสั่งซื้อ 15,001+ บาท/เดือน → ส่วนลด 40%

รายได้จากทีมคือผลต่างระหว่างระดับของคุณกับระดับของ Downline เช่น คุณอยู่ระดับ 40% Downline อยู่ระดับ 30% คุณได้ส่วนต่าง 10% จากยอดขายของ Downline

ข้อดีของ Stair-Step Plan

เรียบง่ายและยุติธรรม รายได้ตรงกับความพยายาม คนที่ทำยอดขายสูงกว่าได้ส่วนลดและค่าคอมมิชชั่นมากกว่า

ส่งเสริมยอดขายจริง เพราะรายได้ขึ้นอยู่กับยอดขายสินค้า ไม่ใช่แค่การชักชวนคนเข้าร่วม

ใช้กับสินค้าได้หลากหลาย เหมาะกับบริษัทที่มีสินค้าหลายประเภทและหลายระดับราคา

ข้อเสียของ Stair-Step Plan

รายได้จากทีมจำกัด เพราะคำนวณจากส่วนต่างระดับ ถ้า Downline หลายคนพัฒนาตัวเองจนมีระดับใกล้เคียงกับคุณ รายได้จากทีมจะลดลง

แรงกดดันในการรักษาระดับ ต้องทำยอดขายถึงเกณฑ์ทุกเดือนเพื่อรักษาระดับ บางเดือนที่ยอดตก ระดับลดลงและรายได้จากทีมลดตาม

เหมาะกับ: คนที่เน้นการขายสินค้าจริงมากกว่าการสร้างทีม และต้องการระบบที่โปร่งใสตรวจสอบได้


แบบที่ 6: Hybrid Plan — แผนผสม

Hybrid Plan คืออะไร?

Hybrid Plan คือการนำแผนหลาย ๆ แบบมาผสมกันเพื่อแก้จุดอ่อนของแต่ละแบบและดึงจุดแข็งออกมา ตัวอย่างที่พบบ่อยได้แก่

Binary + Unilevel: ใช้โครงสร้าง Binary สำหรับรายได้หลัก และ Unilevel สำหรับโบนัสพิเศษ

Stair-Step + Breakaway: ใช้ Stair-Step สำหรับการพัฒนาในช่วงต้น และเพิ่ม Breakaway เมื่อถึงระดับที่กำหนด

Matrix + Unilevel: ใช้ Matrix สำหรับรายได้ Passive และ Unilevel สำหรับรายได้จาก Active Sales

ข้อดีของ Hybrid Plan

ยืดหยุ่นสูง สามารถออกแบบให้เหมาะกับกลยุทธ์และสินค้าของบริษัทได้

ลดจุดอ่อน เช่น เพิ่มโบนัส Unilevel เพื่อแก้ปัญหาคนที่ขา Binary อ่อนมาก

ข้อเสียของ Hybrid Plan

ซับซ้อนที่สุด ต้องเข้าใจหลายระบบพร้อมกัน ทำให้มือใหม่สับสนได้ง่าย

อาจซ่อนเงื่อนไขที่ไม่ดี ความซับซ้อนของแผน Hybrid บางครั้งถูกใช้เพื่อซ่อนเงื่อนไขที่ทำให้นักขายได้รายได้น้อยกว่าที่ดูเผิน ๆ

เหมาะกับ: คนที่มีประสบการณ์ใน MLM มาแล้วและเข้าใจระบบต่าง ๆ ดีพอที่จะประเมินความซับซ้อนได้


ตารางเปรียบเทียบแผนการตลาด MLM ทั้ง 6 แบบ

แผนความซับซ้อนรายได้ระยะสั้นรายได้ระยะยาวเหมาะกับ
Unilevelต่ำปานกลางปานกลางมือใหม่
Binaryปานกลางสูงสูงชอบทำงานทีม
Matrixปานกลางปานกลางสูง (ถ้าตารางเต็ม)ชอบระบบมีโครงสร้าง
Breakawayสูงต่ำสูงมากมองระยะยาว
Stair-Stepต่ำ-ปานกลางปานกลางปานกลางเน้นขายสินค้า
Hybridสูงมากแตกต่างกันแตกต่างกันมีประสบการณ์

วิธีอ่านและประเมินแผนการตลาด MLM ก่อนสมัคร

ความรู้เรื่องประเภทแผนเป็นแค่จุดเริ่มต้น ต่อไปนี้คือวิธีประเมินแผนการตลาดของบริษัทใดบริษัทหนึ่งอย่างละเอียด

ขั้นตอนที่ 1: ถามหาเอกสาร Compensation Plan ฉบับเต็ม

อย่าพอใจกับการอธิบายด้วยปากเปล่า ขอเอกสารจริง ๆ ที่มีตัวเลขชัดเจน บริษัทที่โปร่งใสจะมีให้ทันที

ขั้นตอนที่ 2: หา “True Earnings” ไม่ใช่ “Maximum Earnings”

ตัวเลขที่บอกว่า “ได้สูงสุดเดือนละ 500,000 บาท” ไม่ใช่ข้อมูลที่มีประโยชน์ สิ่งที่ต้องถามคือ “นักขายระดับปกติทำรายได้เฉลี่ยเท่าไรต่อเดือน?” และขอดู Income Disclosure Statement เพื่อดูข้อมูลจริง

ขั้นตอนที่ 3: คำนวณต้นทุนทั้งหมด

นำค่าใช้จ่ายทุกอย่างมารวมกัน ทั้งค่าสมัครสมาชิก ยอดซื้อขั้นต่ำต่อเดือน ค่าอีเวนต์ ค่าเดินทาง และต้นทุนการตลาดส่วนตัว แล้วเปรียบเทียบกับรายได้เฉลี่ยที่ IDS แสดง

ขั้นตอนที่ 4: ตรวจสอบเงื่อนไข “Active” ที่ต้องรักษา

หลายแผนกำหนดว่าต้องมียอดซื้อขั้นต่ำทุกเดือนเพื่อรักษาสิทธิ์รับค่าคอมมิชชั่น ถ้าเดือนไหนทำไม่ถึง สิทธิ์อาจหายไปหรือลดลง ต้องรู้เงื่อนไขนี้ชัดเจน

ขั้นตอนที่ 5: ถามว่า “ถ้าไม่มีสมาชิกใหม่เลยในเดือนนี้ ยังได้รายได้ไหม?”

คำตอบที่ดีคือ “ได้ จากยอดขายของลูกค้าประจำและการซื้อซ้ำของ Downline” ถ้าคำตอบคือ “ไม่ได้ ต้องมีสมาชิกใหม่” นั่นคือสัญญาณอันตรายที่แผนการตลาดนั้นพึ่งพาการรับสมัครมากเกินไป


โบนัสพิเศษที่มักพบในแผนการตลาด MLM

นอกจาก 6 แบบหลัก แผนการตลาด MLM ส่วนใหญ่ยังมีโบนัสพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่

Fast Start Bonus โบนัสพิเศษสำหรับการทำยอดขายหรือรับสมัครสมาชิกในช่วง 30-90 วันแรก ออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้มือใหม่เร่งเครื่องตั้งแต่ต้น

Leadership Bonus โบนัสสำหรับตัวแทนระดับสูงที่สร้าง Leader ในทีมได้ บางบริษัทให้โบนัสนี้เป็นเปอร์เซ็นต์จากรายได้รวมของ Leader ที่อยู่ในทีมหลายชั้น

Rank Advancement Bonus โบนัสก้อนใหญ่ครั้งเดียวเมื่อเลื่อนระดับถึงตำแหน่งที่กำหนด เช่น ได้โบนัส 50,000 บาทเมื่อเลื่อนเป็น “Diamond” ครั้งแรก

Lifestyle Bonus รางวัลที่ไม่ใช่เงิน เช่น รถยนต์ ท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือค่าที่พัก สำหรับตัวแทนที่ทำยอดขายถึงเกณฑ์ที่กำหนด


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผนการตลาด MLM

Q: แผนการตลาด MLM แบบไหนดีที่สุด? A: ไม่มีแบบที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกคน แผนที่ดีที่สุดคือแผนที่เหมาะกับทักษะ เป้าหมาย และวิธีทำงานของคุณ คนที่ชักชวนคนเก่งอาจชอบ Binary คนที่เน้นขายสินค้าอาจชอบ Stair-Step มือใหม่มักเริ่มกับ Unilevel ได้ดีกว่า

Q: Binary Plan กับ Unilevel Plan ต่างกันอย่างไรหลัก ๆ? A: Binary จำกัดแค่ 2 ขาและรายได้ขึ้นอยู่กับความสมดุล Unilevel ไม่จำกัดจำนวน Frontline แต่จำกัดความลึก Binary เหมาะกับคนที่บริหารทีมแบบสมดุล Unilevel เหมาะกับคนที่มีเครือข่ายกว้างและชักชวนคนได้มาก

Q: Matrix Plan ปลอดภัยไหม? A: Matrix Plan ในตัวมันเองไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่ถูกนำไปใช้ในแชร์ลูกโซ่บ่อยกว่าแบบอื่น ต้องตรวจสอบบริษัทให้ละเอียด โดยเฉพาะว่ามีสินค้าจริงที่ขายให้คนนอกระบบได้หรือไม่

Q: Hybrid Plan ดีกว่าแบบอื่นไหม? A: ไม่จำเป็น ความซับซ้อนของ Hybrid Plan ทำให้ประเมินและตรวจสอบได้ยาก ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์ MLM มาก่อน Hybrid Plan อาจทำให้สับสนและถูกเงื่อนไขซ่อนเร้นสร้างความเสียหายได้

Q: ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นรายได้จากแผนการตลาด? A: ขึ้นอยู่กับแผนและความพยายาม Stair-Step และ Unilevel มักให้รายได้จากการขายสินค้าได้เร็วกว่า Binary และ Breakaway ที่ต้องสร้างทีมก่อน โดยทั่วไปการมีรายได้สม่ำเสมอต้องการเวลา 3-6 เดือนขึ้นไป


สรุป: เข้าใจแผนก่อน ตัดสินใจทีหลัง

แผนการตลาด MLM ทั้ง 6 แบบมีจุดแข็งและจุดอ่อนที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ไม่มีแบบไหนสมบูรณ์แบบ และแบบที่ดีที่สุดสำหรับคุณขึ้นอยู่กับ

  • ทักษะ: คุณถนัดขายสินค้าหรือสร้างทีม?
  • เป้าหมาย: ต้องการรายได้เร็วหรือสร้างรายได้ระยะยาว?
  • เวลา: พร้อมทุ่มเทระยะยาวหรือต้องการเห็นผลเร็ว?
  • ประสบการณ์: มือใหม่หรือมีประสบการณ์ MLM มาแล้ว?

ก่อนสมัครเข้าร่วมบริษัท MLM ใด ๆ ขอเอกสาร Compensation Plan ฉบับเต็ม ดู Income Disclosure Statement และคำนวณต้นทุนจริงเทียบกับรายได้เฉลี่ยที่เป็นจริง ไม่ใช่ตัวเลขสูงสุดที่เป็นไปได้

การตัดสินใจที่ดีต้องมาจากข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ใช่จากอารมณ์ในห้องสัมมนา


บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลและการศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างแผนการตลาด MLM ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงิน ผลลัพธ์ทางธุรกิจขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการและไม่มีการรับประกันรายได้ใด ๆ

Article by GeneratePress

Lorem ipsum amet elit morbi dolor tortor. Vivamus eget mollis nostra ullam corper. Natoque tellus semper taciti nostra primis lectus donec tortor fusce morbi risus curae. Semper pharetra montes habitant congue integer nisi.